โดย  พระครูวิมลธรรมวงศ์  ดร.(น.ธ.เอก ป.เอก)  เจ้าอาวาสวัดสระเตยน้อย  โทร.๐๘๑-๙๙๔๙๓๙๙

วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม  ของ ธรรมศึกษาชั้นโท

อิเธว กิตฺตึ ลภติ เปจฺจ สคฺเค จ สุมโน

สพฺพตฺถ สุมโน ธีโร สีเลสุ สุสมาหิโต.

ผู้มีปรีชา ตั้งมั่นดีแล้วในศีล ย่อมได้ชื่อเสียงในโลกนี้

          ณ บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความ แห่งกระทู้ธรรมสุภาษิตที่ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็น
แนวทางแห่งการศึกษา และนำไปปฏิบัติสืบต่อไป
         คำว่า ปัญญา คือ สภาวะที่รู้จักความเสื่อมและความเจริญ พร้อมกันทั้งเหตุและทั้งผล ความรอบรู้
ในศิลปะวิทยาการ ตลอดถึงการทำกสิกรรม พานิชยกรรมและราชกิจเป็นต้น ก็เรียกว่า ปัญญา ความ
ฉลาดรอบรู้ในกองสังขาร คือสิ่งที่เป็นปัจจัยปรุงแต่ง ขึ้นโดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็น
อนัตตา ก็เรียกว่า ปัญญา ลักษณะของปัญญานี้มีมากมายหลายประการ แต่เมื่อกล่าวโดยย่อแล้วมี ๒
ประการ คือ ๑ โลกิยปัญญา ๒ โลกุตตรปัญญา โลกิยปัญญานั้นได้แก่ ความฉลาดรอบรู้ในทางคดีโลก
มีความฉลาดในศิลปะวิทยาการต่าง ๆ ซึ่งเป็นเหตุที่จะนำทรัพย์สมบัติ อิสิรยยศ และบริวารยศให้เกิด
มีปรากฏแก่ตน จนถึงปัญญาอันสัมปยุตด้วยโลกิยมรรค โลกุตตรปัญญา ได้แก่ ปัญญาที่สัมปยุตด้วย
อริยมรรคมีโสดาปัตติมรรค เป็นต้น ปัญญานี้มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่า ผู้มีปัญญา ผู้มีปรีชา คือทำจิตของ
ผู้นั้นให้สว่างไสวแลเห็นความเจริญและความเสื่อมสิ่งที่ควรละควรประกอบ
ดุจคนที่มีจักษุเป็นปกติ รู้จักชนิดแห่งสิ่งของแลเห็นอะไรต่าง ๆก็ทราบได้ดีว่า
สิ่งนั้นดีหรือไม่ดี ฉะนั้นผู้ที่จะรักษาตน และปกครองผู้อื่นให้เป็นไปโดยเรียบร้อยได้นั้นก็เพราะ
อาศัยปรีชา ที่รู้จักทางเจริญ และความเสื่อม และรู้จักอุบายแก้ไขปัญหา และอุปสรรคที่เกิดขึ้นแก่ตน
สมเด็จพระบรมศาสดาจึงตรัสเตือนไว้ในสคาภวรรค สังยุตตนิภายว่า ปญญา เจนํ ปสาสติ
ปัญญาย่อมปกครองบุรุษ ผู้ที่ฉลาดไม่ควรประมาทในปัญญา พึ่งหมั่นฝึกฝนให้เจริญขึ้นโดยนิตย์
นิรันดร์เพราะปัญญานั้นสามารถทำผู้คนให้มีความสุขความเจริญขึ้นโดยลำดับเมื่อปัญญาเจริญก็พึงตน
ให้คงอยู่ในความสุขความเจริญเสมอไป สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่มาในขุททกนิกายธรรมบทว่า

โยคา เว ชายเต ภูริ อโยคา ภูริสงฺขโย

เอตํ  เทวฺธาปถํ ญฺตฺวา ภวาย วิภวายจ

ตถตฺตานํ นิเวเสยฺย ยถา ภูริ ปวฑฺฒติ

ปัญญาย่อมเกิดเพราะการประกอบแล ความสิ้นแห่งปัญญา

เพราะความไม่ประกอบ บัณฑิตรู้ทาง ๒ แพร่ง

แห่งความเจริญ และความเสื่อมนั้นแล้ว พึงตั้งตน

ไว้โดยประการที่ปัญญาจะเจริญขึ้นได้

         ปัญญานั้นเป็นดังดวงแก้วของ นรชน การที่จะเกิดปัญญาได้นั้น ก็เพราะการประกอบขวนขวายใน
ทิศทางที่ดีแสงพระอาทิตย์แสงพระจันทร์ หรือดวงประทีปจะส่องฉายไปได้ก็
แต่ในสถานที่ที่ไม่มีอะไรปิดบัง ส่วนแสงของปัญญานั้น สามารถส่องไปในสถานที่ลี้ลับ
ซึ่งไม่มีแสงอะไรจะส่องถึง เมื่อบุคคลประกอบด้วยปรีชาญาณ อันประกอบด้วยปัญญา มี
สติสัมปชัญญะอันมั่นคง ปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น แนะนำชักจูง แต่ในทางที่เป็น
ประโยชน์ สิ่งใดเป็นประโยชน์แต่ไม่เป็นธรรม หรือเป็นประโยชน์แก่ตนและเสีย
ประโยชน์ผู้อื่น ท่านไม่แนะนำให้ทำสิ่งนั้น สิ่งที่ท่านแนะนำล้วนเป็นแต่เป็นประโยชน์และ
เป็นธรรม บุคคลที่ดำรงชีวิตอยู่ด้วยปัญญานั้น ย่อมประกอบสรรพกิจที่ปราศจากโทษ เพื่อ
เป็นหิตานุหิตประโยชน์แก่ตนและผู้อื่นทั้ง ๒ ฝ่าย สมดังพุทธศาสนสุภาษิต ที่มาในขุททกนิกาย ชาดก
และสคาถวรรคว่า

ปญฺญฺา หิ เสฎฐา กุสลา วทนฺติ

ปญฺญฺาชีวี ชีวิตมาหุ เสฎฺฐํ

คนฉลาดกล่าวปัญญา แลประเสริฐสุด ปราชญ์ กล่าว

ผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด

       ปัญญานั้นเป็นคุณชาติที่นักปราชญ์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ตรัสสรรเสริญไว้โดยประการ
ต่าง ๆตามที่บรรยายมาแล้ว ผู้ที่มีปัญญานั้น เมื่อรู้จักทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น จึงนับได้ว่า
เป็นประเสริฐ และการที่จะเป็นผู้ประเสริฐได้นั้น จะต้องเป็นผู้ประกอบด้วยศีล คือ การรักษากายวาจา
และใจให้เป็นปกติ มีกิริยามารยาทที่ปราศจากโทษทุจริต ปัญญากับศีลนั้นเป็นของคู่กันอยู่เสมอถ้ามีศีล
ขาดปัญญาก็จะงมงายไป แต่ก็ยังเอาตัวรอดได้ ถ้ามีปัญญาแต่ขาด ศีลก็เอาตัวรอดไม่ได้ตรงกับคำสุภาษิต
ที่ว่า “มีความรู้ท่วมหัวแต่เอาตัวไม่รอด”
         สรุปใจความว่า ผู้มีปรีชาเห็นโทษแห่งการมิได้รักษาศีลว่ามีแต่ให้เกิดความทุกข์เดือดร้อนแก่ตนและ
ผู้อื่นและคุณแห่งการรักษาศีล ทำให้มีแต่ความสุขความเจริญไม่มีความทุกข์เดือดร้อน ย่อมได้รับลาภ ยศ
สรรเสริญเกียรติคุณ ในชาตินี้ ดังนั้นจึงควรที่จะได้กระทำบำเพ็ญคุณงามความดีละความชั่วอันเป็นไปเพื่อ
ความไม่มีประโยชน์นั้นเสีย สมดังพุทธศาสนสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นนั้นว่า

อิเธว กิตฺตึ ลภติ เปจฺจ สคฺเค จ สุมโน

สพฺพตฺถ สุมโน ธีโร สีเลสุ สุสมาหิโต.

ผู้ที่มีปรีชา ตั้งมั่นดีแล้วในศีล ย่อมได้ชื่อเสียง

ในโลกนี้ละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมดีใจในสวรรค์

ชื่อว่าย่อมดีใจในที่ทั้งปวง

       มีนัยดังพรรณนามาด้วยการฉะนี้ ฯ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s