โดย  พระครูวิมลธรรมวงศ์  ดร.(น.ธ.เอก ป.เอก)  เจ้าอาวาสวัดสระเตยน้อย  โทร.๐๘๑-๙๙๔๙๓๙๙

วิชาเรียงความแก้กระทู้ธรรม ของ ธรรมศึกษาชั้นเอก

วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา อวิวาทญฺจ เขมโต

สมคฺคา สขิลาโหถ เอสา พุทธานุสาสนี.

ท่านทั้งหลายเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัยและความ

ไม่วิวาทโดยความเป็นธรรมอันเกษมจากภัยแล้ว จงเป็นผู้

พร้อมเพรียงมีความประนีประนอมกันเถิดนี้เป็นพระพุทธานุ สาสนี.

          ณ บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความ แห่งกระทู้ธรรมสุภาษิตที่ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็น
แนวทางแห่งการศึกษา และนำไปปฏิบัติสืบต่อไป
          ใจความแห่งพุทธภาษิตนี้ แบ่งออกเป็นตอน ๆ ได้ดังนี้ คือ ทรงชี้โทษของความทะเลาะวิวาท
บาดหมาง แตกสามัคคีกันว่า เป็นภัยอันหน้ากลัวประการ ๑ ทรงสรรเสริญการไม่วิวาทบาดหมาง มี
ความสามัคคีปรองดองกันว่า เป็นธรรมอันเกษมจากภัยประการ ๑ ทรงเตือนให้เป็นผู้มีความสามัคคี
ประนีประนอมแก่กันและกันประการ ๑ และตรัสว่า ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า
ทั้งหลาย จะได้อธิบายขยายความไปตามลำดับต่อไป
         ธรรมดามนุษย์ที่เกิดมาในโลกนี้ จะเป็นชาติใดภาษาใดก็ตาม ตลอดจนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย
ย่อมมีความเป็นอยู่เกี่ยวเนื่องกัน เป็นหมู่คณะนับตั้งแต่ครอบครัวหลายครอบครัวรวมเป็นหมู่บ้าน กับ
ตำบล อำเภอ จังหวัด ประเทศและทวีป ตลอดถึงโลก ความเป็นหมู่มนุษย์ในโลก คือมนุษย์ทุกชาติ ทุก
ภาษาจะต้องเป็นอย่างนี้ทั้งโลก  มนุษย์ทั้งหลาย จะอยู่โดยลำพังผู้เดียวก็หาได้ไม่ จำต้องเกี่ยวสัมพันธ์กัน
ทางด้านใดด้านหนึ่ง เช่นการงานบ้าง การเงินบ้าง การค้าบ้าง และการปกครองบ้าง ต้องติดต่อกันใน
ทุกวิถีทางที่จะเป็นไปได้  เพราะการติดต่อกันด้วยประการใดประการหนึ่ง ดังกล่าวนี้เอง เป็นเหตุแห่ง
ความเจริญ ความสุขสบายใจทั่วถึงกัน สมเด็จพระบรมศาสดาจารย์ ทรงเห็นเหตุแห่งความวิวาท
บาดหมางกัน และแตกสามัคคีกันว่า เป็นภัยใหญ่อันน่าจะพึงกลัว จึงตรัสเตือนคนทั้งหลายไว้ดังปรากฏ
ในบทต้นแห่งคาถาในกระทู้นี้ โดยใจความว่าท่านทั้งหลาย จงเห็นความวิวาทกันโดยความเป็นภัยอัน
จะพึงกลัว ดังนี้เป็นต้น  สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณา เห็นเหตุอันนี้อย่างแจ่มแจ้งแล้วจึงตรัส
พระธรรมเทศนา แก่ภิกษุชาวโกสัมพี ผู้ก่อการทะเลาะวิวาทกัน ซึ่งมีปรากฏในขุททกนิกายว่า

ปเร จ น วิชานนฺติ มยเมตฺถ ยมาม เส

เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ตโต สมฺมนฺติ เมธคา.

ชนเหล่าอื่นย่อมไม่รู้สึกว่า พวกเราจะย่อมยับป่นปี้ในท่ามกลาง

หมู่คณะ ชนเหล่าใดรู้สึกตัวได้ ความมั่นคงก็จะเกิด

มีแก่ชนเหล่านั้น ความพร้อมบริบูรณ์ สมปรารถนาก็มีเอง

           พระตถาคตทรงชี้ถึงความย่อยยับป่นปี้อันมีอยู่ในหมู่คณะ ที่ทำการทะเลาะวิวาทซึ่งปราศจาก
ความปรองดองกัน  ย่อมประสบความเดือดร้อน และทรงตรัสย้ำว่าเมื่อเหล่าชนผู้ทำความวิวาท หมายมั่น
แก่กันและกันกลับมองเห็นโทษโดยความเป็นภัยแล้ว  ก็ย่อมระงับและปรองดองกันได้ เพราะชน
เหล่านั้นทำความสามัคคีกัน  เห็นความไม่วิวาทกันว่าเป็นคุณอันเกษมจากภัยอันใหญ่หลวง  การที่หมู่
ชนไม่วิวาทขาดสามัคคีก็คือ การอยู่ร่วมกันโดยสามัคคี ช่วยกันประกอบกิจการงาน เพื่อความสุขความ
เจริญแก่กันและกัน มีเมตตาอารีช่วยเหลือ ตามสมควรแก่กำลังและความสามารถของตน ได้ชื่อว่าเป็น
เหตุแห่งความสุขสบาย ไม่ต้องเกรงกลัวภัยและเป็นทางให้สำรวมระวัง ในสัตว์ผู้มีปาณะทั้งหลาย ก็จะ
มีแต่ความเกษมสำราญ ไม่มีการก่อกรรมทำเข็นให้แก่ใคร ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้จะอยู่หรือจะไปในที่ไหน ก็
จะมีแต่ความสุขกายสบายใจไม่มีเวรภัย ทั้งนี้เพราะมีความไม่ทะเลาะวิวาทกันเป็นเหตุปัจจัย แห่ง
ความสุข ปราศจากความทุกข์ทั้งปวง  เพราะมนุษย์หรือสัตว์ทุกหมู่ทุกเหล่า ย่อมรังเกียดทุกข์ด้วยกัน
ทั้งนั้น การอยู่ร่วมกันด้วยความสามัคคีปรองดอง ปราศจากการเพ่งโทษ แห่งกันและกันสมดังภาษิต
ที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบทว่า

น ปเรสํ วิโลมานิ นปเรสํ กตากตํ

อตฺตโน ว อเวกฺเขยฺย กตานิ อกตานิ จ.

ไม่ควรใส่ใจถึงคำเสียดสีของผู้อื่น ไม่ควรเพ่งดูการงาน

ที่ผู้อื่นทำแล้วและยังไม่ได้ทำ ควรพิจารณาดูแต่การงาน

ที่ทำแล้ว และยังไม่ได้ทำของตนเท่านั้น

          เมื่อมาเพ่งถึงพุทธภาษิตนี้แล้ว จะเห็นได้ว่าการที่พระพุทธเจ้าองค์ตรัสไว้ โดยมีพระประสงค์ มิ
ให้เราใจใส่ต่อคำเสียดแทง เสียดสีว่าร้ายต่าง  ๆ และมิให้เพ่งโทษติเตียน การงาน ของผู้อื่น อันเป็นเหตุ
ให้เกิดการทะเลาะวิวาท แตกความสามัคคีกันเอง ให้เอาใจใส่ต่อหน้าที่ธุระของตน เพราะเมื่อเราทุก ๆ
คน ต่างรู้หน้าที่การงานของตนแล้ว และสามารถที่จะปฏิบัติตามหน้าที่แล้ว ย่อมเป็นทางเจริญแห่ง
ความงอกงามมีความสุขกายสบายใจ ปราศจากเวรภัยที่จะเกิดขึ้นเพราะการกระทำนั้นเป็นเหตุ ก็แล
ความสามัคคีนั้นได้แก่ ความพร้อมเพรียงกันอยู่ ๒ ประการคือ การสามัคคีประการ ๑ จิตสามัคคี
ประการ๑
            กายสามัคคี คือ ความสามัคคีพร้อมเพรียงกันทางกาย ได้แก่การช่วยเหลือกัน ทำกิจการงานของ
กันและกัน ให้สำเร็จลุล่วงไป ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากของตนคือว่า พร้อมเพรียงใจช่วยกันทำ
         จิตสามัคคี คือ ความพร้อมเพรียงกันทางจิต ได้แก่ความมีใจรักใคร่สนิทสนม หวังดีต่อกันไม่มี
ความคิดเห็นแตกต่างกัน ด้วยอำนาจทิฎฐิมานะถือตัวถือตน
         กายและจิตที่พร้อมเพรียงช่วยกันประกอบการทำงานเช่นนี้  เรียกว่า สามัคคีพร้อมเพรียงกัน ความ
พร้อมเพียงนี้จะเจริญงอกงามตั้งอยู่ถาวรได้ จักต้องมีคุณธรรมอื่น ๆ เข้ามาช่วยค้ำชูอุดหนุน ความ
สามัคคีก็จะไม่เสื่อมสลายไป เช่น สังคหวัตถุ ๔ ประการ คือ ทาน การบริจาคแบ่งปันสิ่งของตนเอง
ให้แก่ผู้อื่น ปิยวาจา เจรจาปราศรัย ด้วยถ้วยคำอันไพเราะ เสนาะโสต  อัตถจริยา ประพฤติแต่สิ่งที่เป็น
ประโยชน์แก่ตนและผู้อื่น  สมานัตตตา รู้จักวางตนให้สมกับฐานะตนไม่เย่อ หยิ่งจองหอง  ทั้ง ๔
ประการนี้ เป็นคุณธรรม  เครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจของกันและกัน ให้มีความสามัคคีกลมเกลียวกันเป็นต้น
ก็จะมีแต่ความสุขสำราญด้วยกันทุกหมู่คณะ มีความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไป สมดังพุทธสุภาษิต ที่มาในขุททก
นิกาย อิติวุตตกะว่า

สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี สมคฺคานญฺจนุคฺคโห

สมคฺครโต ธมฺมฎฺโฐ โยคกฺเขมา น ธํสติ

ความพร้อมเพรียงของหมู่นำมาซึ่งความสุข ความสนับสนุน

คนผู้พร้อมเพรียงกันเป็นสุข ผู้ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน

ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเกษมจากโยคะ

         พระพุทธเจ้า ทรงตรัสสุภาษิตบทนี้ เป็นภาษิตสนับสนุนสามัคคีธรรม และคนผู้พร้อมเพรียงโดย
นานาประการ มวลมนุษย์และหมู่สัตว์ ผู้ประกอบด้วยความสามัคคี หรือความพร้อมเพรียง ย่อม
ปราศจากอันตรายทั้งหลาย และเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข มนุษย์เราถ้าประกอบด้วยสามัคคีธรรม และ
ความพร้อมเพรียมกันแล้ว ก็ย่อมสามารถที่จะประกอบกิจการต่าง ๆ ให้สำเร็จได้โดยสะดวก
         สรุปความว่า สมเด็จพระบรมศาสดา ตรัสสอนให้เห็นถึงโทษของการวิวาทบาดหมางกัน และ
เห็นคุณค่าของความไม่ทะเลาะวิวาทกัน พร้อมทั้งทรงสอนให้ เป็นผู้พร้อมเพรียงประนีประนอมกัน
ทั้ง ๓ ประการนี้ เป็นอนุศาสนี คำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเมื่อบุคคลได้น้อมนำมาประพฤติ
ปฏิบัติแล้ว ย่อมถึงความสุขเกษมห่างไกลจากภัยพิบัติโดยประการทั้งปวง ประสบแต่ความเจริญงอก
งามไพบูลย์ทุกหมู่คณะ พระองค์ทรงยกย่องสามัคคีธรรม ว่าสามารถอำนวยผลให้กิจการทุกอย่าง
สำเร็จได้ดังปรารถนาจริง สมดัง พุทธศาสนาสุภาษิต ที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นนั้นว่า

วิวาทํ ภยโต ทิสฺวา อวิวาทญฺจ เขมโต

สมคฺคา สขิลาโหถ เอสา พุทธานุสาสนี.

ท่านทั้งหลายเห็นความวิวาทโดยความเป็นภัย และความไม่วิวาท

โดยความเป็นธรรมอันเกษมจากภัยนั้นแล้วจงเป็นผู้พร้อมเพรียง

มีความประนีประนอมกันเถิด นี้เป็นพุทธานุสาสนี.

       มีนัยดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ ฯ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s