เอตทัคคะ

 พระอัญญาโกณฑัญญเถระ เอตทัคคะ : รัตตัญญู คือ ผู้รู้ราตรีนาน

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะประสูติได้5วันโกณฑัญญะพราหมณ์ซึ่งหนุ่มที่สุดในบรรดาพราหมณ์ 108 คนได้ทำนายลักษณะพระราชกุมารเป็นทางเดียวว่า“จะเสด็จออกบวชได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในโลกอย่างแน่นอน”ท่านเองก็มีความเลื่อมใสศรัทธาจะออกบวชตาม

เมื่อทราบข่าวการออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารจึงได้ชักชวนพราหมณ์อีก 4 ท่าน คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ทั้งหมดรวมเรียกว่า ปัญจวัคคีย์ แปลว่า กลุ่มคน 5 คน”ท่านได้เป็นหัวหน้าปัญจวัคคีย์อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ 6 ปี แต่ไม่ทรงตรัสรู้ จึงทรงเลิกแล้ว กลับมาบำเพ็ญเพียรทางจิต

หลังจากที่ท่านได้ฟังพระธรรมเทศนากัณฑ์แรกชื่อว่า “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” จบโกณฑัญญะพราหมณ์ ก็เกิดดวงตาเห็นธรรม คือ บรรลุพระโสดาบันว่า “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา” ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงเปล่งพระอุทานว่า“โกณฑัญญะรู้แล้วหนอๆ” จากนั้นท่านจึงได้ชื่อใหม่ว่า “อัญญาโกณฑัญญะ” เพราะเหตุที่ท่านได้บรรลุธรรมก่อนใครทั้งหมดนั้นเอง

ท่านได้ขออุปสมบท และพระพุทธองค์ทรงอนุญาต และตรัสว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด” การอุปสมบทอย่างนี้ เรียกว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” และท่านได้เป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา หรือปฐมสาวกนั้นเอง

ท่านบวชไม่นานก็บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะพระธรรมเทศนาชื่อว่า “อนัตตลักขณสูตร”ได้แก่สูตรที่ว่าด้วยรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณไม่ใช่ตัวตน และได้รับยกย่องว่า เป็นเลิศในทางผู้รู้ราตรี (รัตตัญญู) คือรู้ธรรมที่พระพุทธองค์ตรัสสอนก่อนใครทั้งหมด

  • ท่านเป็นหนึ่งในปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 และเป็นหัวหน้า
  • ท่านเป็นผู้เลิศด้านรัตตัญญู คือผู้รู้ราตรีนาน เพราะบวชก่อนใครทั้งหมด
  • ท่านได้หลานชาย (ลูกน้องสาว) คือพระปุณณมันตานีบุตรเป็นลูกศิษย์ และได้มีกุลบุตรบวชในสำนักของท่านเป็นจำนวนมาก
  • ท่านเป็นปฐมสาวก (พระสงฆ์รูปแรก) ในพระพุทธศาสนา

    พระอุรุเวลกัสสปเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีบริวารมาก

ชื่อเดิมคือ “กัสสปะ” เกิดในตระกูลพราหมณ์ ที่เมืองพาราณสี แคว้นกาสี ตระกูลกัสสปโคตร มีพี่ร่วมท้องเดียวกัน คือ น้องชาย 2 คน ได้แก่ นทีกัสสปะ และคยากัสสปะ ทั้ง 3 พี่น้อง ต่างเป็นอาจารย์สอนคัมภีร์ไตรเพท แก่ศิษย์ผู้เป็นบริวารของตนๆ รวมจำนวนถึง 1,000 คน

ต่อมาท่านเห็นว่าความรู้ที่มีอยู่ไม่มีสาระแก่นสาร จึงได้ชักชวนกันออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญพรตด้วยการบูชาไฟ ถือว่าตนเป็นพระอรหันต์ สร้างอาศรมสั่งสอนลัทธิอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม

หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงส่งสาวก 60 องค์ไปประกาศพระศาสนา และเสด็จไปโปรดชฏิลทั้ง 3 พี่น้อง พระองค์ทรงแสดงปาฏิหาริย์ต่างๆ จนทำให้ชฏิลทั้ง 3 พี่น้องละพยศลดทิฏฐิมานะกลับมาเลื่อมใส และยอมรับนับถือพระรัตนตรัย ได้ขอบรรพชาอุปสมบท ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา

ต่อมาพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมชื่อ“อาทิตตปริยายสูตร” ซึ่งมีใจความว่าตา หูจมูก ลิ้นกาย และใจ เป็นของร้อน คือร้อนด้วยไฟ คือราคะ โทสะ และโมหะเป็นต้นเมื่อจบพระธรรมเทศนาท่านก็บรรลุเป็นพระอรหันต์

พระเจ้าพิมพิสารทราบข่าว จึงพร้อมด้วยข้าราชบริพาร เสด็จพระราชดำเนินไปเฝ้า พระพุทธองค์ทอดพระเนตรข้าราชบริพารมีกิริยาอาการไม่อ่อนน้อม จึงตรัสสั่งให้พระอุรุเวลกัสสปะประกาศลัทธิของท่านว่าไม่มีแก่นสาร ท่านจึงได้ทำตามพระพุทธดำรัส คนเหล่านั้นสิ้นความสงสัย ตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ชื่อว่า “อนุปุพพิกถา และอริยสัจ 4”

เวลาจบเทศนา พระเจ้าพิมพิสารพร้อมด้วยบริวาร 11 ส่วน ได้บรรลุโสดา-ปัตติผล อีก 1 ส่วน ได้ดำรงอยู่ในไตรสรณคมน์ เป็นเหตุให้พระเจ้าพิมพิสารถวายวัดแห่งแรกแก่พระพุทธศาสนาชื่อว่า “เวฬุวัน”

  • ท่านได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะได้ฟังธรรมเทศนาชื่อว่า “อาทิตต-ปริยายสูตร” คือ สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน
  • ท่านมีบริวาร 500 นทีกัสสปะ 300 คยากัสสปะ 200 รวมเป็น 1,000
  • ท่านได้เป็นอาจารย์ที่ชาวเมืองราชคฤห์นับถือมาก
  • ท่านพร้อมทั้งน้องชาย 2 คน บูชาไฟอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ชฏิล แปลว่า ผู้มีผมเป็นมวย หรือผู้มีมวยผมนั้นเอง
  • แคว้นมคธ มีราชคฤห์เป็นเมืองหลวง มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้ปกครอง

       พระสารีบุตรเถระ เอตทัคคะ : เป็นเลิศในทางมีปัญญามาก และ เป็นอัครสาวกเบื้องขวา

มีนามเดิมว่า “อุปติสสะ” เกิดที่หมู่บ้านอุปติสสะ เมืองนาลันทา ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล เมื่อช่วงเป็นหนุ่มน้อย บิดาได้หาเด็กหนุ่มวัยเดียวกันเป็นบริวารถึง 500 คน

วันหนึ่ง หลังจากได้ชมมหรสพดังเช่นทุกปีบนยอดเขาแล้ว กลับมีกิริยาอาการและความรู้สึกที่ไม่เหมือนเก่า คือถึงตอนหัวเราะก็ไม่สนุกสนาน ถึงตอนเศร้าโศกก็ไม่ได้แสดงอาการเศร้าโศก ถึงตอนจะให้รางวัลก็ไม่ให้รางวัล แต่มีความรู้สึกสังเวชสลดใจว่า “ ไม่เห็นมีอะไรน่าสนใจเลย ตัวละครที่กำลังแสดงอยู่นี้ อยู่ได้ไม่ถึง 100 ปี ก็คงตายกันหมด แล้วก็มีตัวละครคนใหม่มาแสดงแทน เราเองมัวมาหลงดูอยู่ทำไม ไฉนจึงไม่แสวงหาโมกขธรรม (ความหลุดพ้น) มีความเบื่อหน่ายในชีวิต ” และได้ออกบวชอยู่ในสำนักของสัญชัยปริพพาชก ก็ไม่ประสบผลสำเร็จตามที่ตนต้องการ เพราะว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ได้

เช้าวันหนึ่งอุปติสสปริพพาชกได้พบพระอัสสชิเถระ กำลังออกรับบิณฑบาตโปรดสัตว์ด้วยอาการอันสงบสำรวมก็เกิดความเลื่อมใสว่า“นักบวชแบบนี้เราไม่เคยเห็นมาก่อน ท่านคงจะเป็นพระอรหันต์แน่” จึงเข้าไปถามว่า “ท่านมีอินทรีย์ผ่องใสผิวพรรณบริสุทธิ์ผุดผ่องท่านบวชเชิดชูใครใครเป็นศาสดาของท่านท่านชอบใจธรรมของใคร”จึงได้คำตอบจากพระอัสสชิอย่างถ่อมตนว่า “อาตมาเป็นพระบวชใหม่ เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยของพระศาสดาไม่นานนัก อาตมาจึงไม่สามารถพอที่จะบอกถึงคำสอนของพระศาสดาโดยพิสดารได้” จึงขอกล่าวธรรมโดยย่อว่า

“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้นไว้และตรัสถึงความดับ(เหตุ)ไว้ด้วย พระสมณะผู้ยิ่งใหญ่มีปรกติตรัสอย่างนี้”

พอกล่าวจบ อุปติสสปริพพาชก ก็บรรลุโสดาปัตติผล แล้วจึงกลับไปบอกเพื่อนโกลิตปริพพาชกให้บรรลุโสดาบันเช่นเดียวกัน และทั้งสองจึงชักชวนกันไปพบกับอาจารย์สัญชัยปริพพาชก เพื่อจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ แต่ก็ถูกอาจารย์ปฏิเสธอย่างแข็งขันว่า “ในโลกนี้คนโง่มากหรือคนฉลาดมาก” ท่านบอกว่า “คนโง่มีมาก คนฉลาดมีน้อย” ถ้าอย่างนั้น “ขอให้คนฉลาดจงไปหาพระสมณโคดม ส่วนคนโง่จงมาหาฉัน”

ทั้งสองจึงอำลาอาจารย์สัญชัยพร้อมด้วยบริวาร 250คนไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่พระเวฬุวันและขออุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาจึงมีชื่อใหม่ว่า “ สารีบุตร” ครั้นได้ฟังธรรมเทศนาชื่อว่า “เวทนาปริคคหสูตร” ซึ่งพระพุทธองค์แสดงแก่หลานชายชื่อ “ทีฆนขปริพพาชก” ที่ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 สำเร็จเป็นพระอรหันต์ หลังจากบวชได้ 15 วัน และได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์ว่า

ก่อนจะปรินิพพานเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ที่บ้านของท่านเอง ด้วย โรคปักขันทิกาพาธ (ถ่ายจนเป็นเลือด) หลังจากท่านได้เทศนาโปรดมารดาจนได้บรรลุโสดาบันแล้ว จึงปรินิพพานในที่สุด

  • ท่านเปรียบเสมือนแม่ผู้ให้กำเนิดบุตร คือผู้บวชให้พระภิกษุ
  • ท่านเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา
  • ท่านได้รับนามใหม่อีกว่า “เป็นธรรมเสนาบดี”
  • ท่านเป็นผู้มีปฏิภาณไหวพริบในการแสดงธรรม
  • ท่านเป็นพระอุปัชฌาย์รูปแรกในการอุปสมบทพระราธะ -ด้วยวิธีญัตติจถุตถกรรมวาจา

      พระมหาโมคคัลลานเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางเป็นผู้มีฤทธิ์มาก และพระอัครสาวกเบื้องขวา 
มีนามเดิมว่า “โกลิตะ”เป็นบุตรของหัวหน้าหมู่บ้านชื่อว่า “โกลิตคาม” อยู่ใกล้เมืองราชคฤห์บิดาชื่อว่า “โกลิตะ” มารดาชื่อว่า “โมคคัลลี” ฉะนั้น ท่านจึงได้ชื่อว่า “โมคคัลลานะ”มีเพื่อนสนิทชื่อว่า“อุปติสสะ หรือ พระสารีบุตร” นั้นเอง

อยู่มาวันหนึ่ง สหายทั้งสองนั้นกำลังดูมหรสพบนยอดเขาในกรุงราชคฤห์ เห็นมหาชนมาประชุมกันเพื่อชมมหรสพ เพราะญาณของทั้งสองถึงความแก่กล้า จึงเกิดความคิดขึ้นโดยแยบคาย ได้ความสังเวชว่าคนเหล่านี้ทั้งหมดภายในร้อยปีเท่านั้น ก็จะเข้าไปสู่ปากของมัจจุราช จึงทำการตัดสินใจว่าเราทั้งหลายควรแสวงหาโมกขธรรม และเมื่อจะแสวงหา

โมกขธรรมนั้น ควรได้ บรรพชาสักอย่างหนึ่ง จึงพากันไปบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชก พร้อมกับมาณพ 500 คนตั้งแต่สองสหายนั้นบวชแล้วสัญชัยปริพาชกได้มีลาภและยศอันเลิศ

โกลิตะพร้อมกับสหาย เรียนลัทธิของสัญชัยได้ทั้งหมดโดยเวลาไม่นานนักไม่เห็นสาระของลัทธินั้น รู้สึกเบื่อหน่าย จึงคิดแสวงหาโมกขธรรมต่อไป โดยทำกติกากันว่า ใครบรรลุอมตธรรมก่อนจงบอกแก่อีกคนหนึ่งอุปติสสปริพาชกได้ฟังธรรมจากพระอัสสชิเถระ ได้ดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาปัตติผล จึงกลับมาบอกโกลิตะผู้สหาย และแสดงธรรมให้ฟัง โกลิตะได้ดวงตาเห็นธรรม คือบรรลุโสดาปัตติผลเช่นเดียวกัน จึงพากันไปลาอาจารย์สัญชัยเพื่อไปเฝ้าพระศาสดา

พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นสองสหายพร้อมกับบริวารแต่ไกล ได้ตรัสว่า นี้จะเป็นคู่สาวกชั้นเลิศของเรา ทรงแสดงธรรมตามจริยาแห่งบริวารของสหายทั้งสองให้ดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ได้ประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาแก่พวกเขาว่า เธอทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เธอทั้งหลาย จงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์ โดยชอบเถิด

ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ บวชได้ 7 วัน เข้าไปอาศัยบ้านกัลลวาลมุตตคาม ในมคธรัฐ ขณะบำเพ็ญสมณธรรม ถูกถีนมิทธะ คือ ความท้อแท้และความง่วงครอบงำ ไม่สามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้

พระศาสดาได้เสด็จไปโปรดตรัสบอกอุบายสำหรับระงับความง่วง 8 ประการ คือ

  1. โมคคัลลานะ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไรความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ เธอควรทำในใจถึงสัญญานั้นให้มาก
  2. เธอควรตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมตามที่ได้ฟังและเรียนแล้วด้วยใจของเธอเอง
  3. เธอควรสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังและเรียนแล้วโดยพิสดาร
  4. เธอควรยอน(แยง) หูทั้งสองข้างและลูบตัวด้วยฝ่ามือ
  5. เธอควรลุกขึ้นยืน ลูบนัยน์ตาด้วยน้ำ เหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูนักขัตฤกษ์
  6. เธอควรทำในใจถึงอาโลกสัญญา คือ ความสำคัญในแสงสว่าง มีความสำคัญว่ากลางวันไว้ในใจ ให้เหมือนกันทั้งกลางวันและกลางคืน มีจิตใจแจ่มใสไม่มีอะไรห่อหุ้ม ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิดขึ้น
  7. เธอควรอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายว่า จักเดินกลับไปกลับมาสำรวมอินทรีย์ มีจิตไม่คิดไปภายนอก
  8. เธอควรสำเร็จสีหไสยาสน์ คือ นอนตะแคงข้างขวา เท้าเหลื่อมเท้า มีสติสัมปชัญญะ ทำความหมายในอันที่จะลุกขึ้นไว้ในใจ พอตื่นขึ้นแล้วรีบลุกขึ้น

หลังจากนั้นพระพุทธองค์ตรัสสอนให้สำเหนียกในใจอีกว่า

1. จักไม่ชูงวงถือตัวเข้าไปสู่ตระกูล
2. จักไม่พูดคำอันเป็นเหตุให้เถียงกัน อันเป็นเหตุให้พูดมาก
3. จงหลีกออกเร้นอยู่ตามวิสัยของสมณะ

ท่านปรินิพพานเมื่อวันแรม 15 ค่ำ เดือน 12 ณ ถ้ำกาฬศิลา แคว้นมคธ โดยถูกพวกโจรซึ่งรับจ้างมาจากพวกเดียรถีย์ลอบสังหารถึง 3 ครั้ง จนมาสำเร็จเอาในครั้งที่ 3 โจรทำร่างกายของท่านแหลกละเอียด และปรินิพพานหลังพระสารีบุตร 15 วัน

  • ท่านเปรียบเสมือนแม่นมของพวกภิกษุ คือ เป็นผู้เลี้ยงดูสั่งสอนภิกษุ
  • ท่านถูกโจรทำร้ายและนิพพาน เพราะอดีตกรรมที่เคยทำร้ายพ่อแม่
  • พระศาสดาได้บรรจุอัฐิธาตุของท่านไว้ที่ซุ้มประตูวัดเวฬุวัน
  • ท่านเป็นผู้ควบคุมดูแลการก่อสร้างวัดบุพพารามของนางวิสาขา
  • ท่านพร้อมทั้งพระสารีบุตรช่วยระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้นในสังฆมณฑลท่านเป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย

     พระมหากัสสปเถระ เอตทัคคะ : ผู้ทรงธุดงค์คุณ 
มีนามเดิมว่า “ปิปผลิมาณพ” เกิดที่หมู่บ้านพราหมณ์ชื่อว่า “มหาติฏฐะ” ในแคว้นมคธ เมืองราชคฤห์ บิดาชื่อ กปิละ มารดาไม่ปรากฎชื่อ เป็นวรรณะพราหมณ์ตระกูลมหาศาลเชื้อสายกัสสปโคตร

ต่อมาบิดาและมารดาจึงต้องการผู้สืบเชื้อสายวงค์ตระกูล ได้จัดการให้แต่งงานกับหญิงสาวธิดาพราหมณ์มหาศาลเหมือนกัน ชื่อภัททกาปิลานี ในขณะท่านมีอายุได้ 20 ปี นางภัททกาปิลานีมีอายุได้ 16 ปี แต่เพราะทั้งคู่จุติมาจากพรหมโลก และบำเพ็ญเนกขัมมบารมีมา จึงไม่ยินดีเรื่องกามารมณ์

เห็นโทษของการครองเรือนว่า ต้องคอยเป็นผู้รับบาปจากการการะทำของผู้อื่น ในที่สุดทั้งสองได้ตัดสินใจออกบวชโดยยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้แก่ญาติและบริวาร พวกเขาได้ไปซื้อผ้ากาสาวพัสตร์ และบาตรดินจากตลาด ต่างฝ่ายต่างปลงผม ให้แก่กันเสร็จแล้ว ครองผ้ากาสาวพัสตร์สะพายบาตร ลงจากปราสาทไปอย่างไม่มีความอาลัย

ท่านได้ไปพบ พระพุทธองค์ที่ต้นไทร ชื่อว่า “พหุปุตตนิโครธ” ระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมืองนาลันทา พระพุทธองค์ทรงประทานการบวชให้ท่านแบบ โอวาท ปฏิคคหณูปสัมปทา คือ การบวชด้วยการประทานโอวาทให้ 3 ข้อ คือ

  1. ทรงสอนให้มีหิริโอตตัปปะในภิกษุที่เป็นเถระ นวกะ และปานกลาง
  2. ทรงสอนให้ฟังธรรมทั้งหมดที่ประกอบไปด้วยกุศล ด้วยความเคารพและทรงจำไว้ให้ได้
  3. ทรงสอนให้เจริญกายคตาสติอย่างสม่ำเสมอ
  • ท่านออกบวชอุทิศพระอรหันต์ในโลก
  • ท่านได้รับสังฆาฏิจากพุทธองค์ ซึ่งเป็นการยกย่องอย่างยิ่ง
  • ท่านเป็นต้นแบบของผู้มักน้อยสันโดษ คือสมาทานธุดงค์ครบทั้ง 13 ข้อ
  • ท่านได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในการถือธุดงค์เป็นวัตร
  • ท่านได้เป็นประธานจัดทำสังคายนาพระธรรมวินัยเป็นครั้งแรก

   พระมหากัจจายนเถระ เอตทัคคะ : อธิบายความย่อให้พิศดาร 
เดิมชื่อว่า กัญจนมาณพ เป็นชื่อที่มารดาตั้งให้ เพราะทารกนั้นมีผิวกาย เหมือนทองคำ แต่คนทั่วไปเรียกตามโคตรว่า กัจจานะ หรือ กัจจายนะ

บิดาชื่อ ติริฏิวัจฉะ มารดาชื่อว่า“จันทนปทุนา” เป็นวรรณะพราหมณ์กัจจายนโคตรบิดาเป็นปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี แคว้นอวันตี เรียนจบไตรเพทได้รับหน้าที่เป็นปุโรหิตแทนบิดา

พระเจ้าจัณฑปัชโชติ ทราบข่าวการอุบัติเกิดขึ้นของพระพุทธองค์ จึงมอบหมายให้กัจจายนะพร้อมกับผู้ติดตามอีก 7 คนไปเฝ้าพระพุทธองค์ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี แคว้นโกศล เมื่อได้ฟังธรรมแล้วก็บรรลุพระอรหันต์ในขณะที่ยังเป็นฆราวาส แล้วจึงขอบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในการขยายเนื้อความย่อให้พิสดาร

พระมหากัจจายนเถระ ทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จอย่างนี้แล้ววันหนึ่งจึงกราบทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้าจัณฑปัชโชต ปรารถนาจะไหว้พระบาทและฟังธรรมของพระองค์ พระเจ้าข้า พระศาสดาตรัสว่า กัจจายนะ เธอนั่นแหละจงไปในวังนั้น เมื่อเธอไปถึงแล้วพระราชาจักทรงเลื่อมใส พระเถระพร้อมกับภิกษุอีก 7 รูป ได้ไปยังพระราชวังนั้นตามพระบัญชาของพระศาสดา ได้ทำให้พระราชาทรงเลื่อมใส แล้วได้ประดิษฐานพระพุทธศาสนาไว้ในอวันตีชนบทเรียบร้อยแล้ว จึงได้กลับมาเฝ้าพระศาสดาอีก ปกรณ์ ทั้ง 3 คือ กัจจายนปกรณ์ มหานิรุตติปกรณ์และเนตติปกรณ์ได้ปรากฎขึ้นในท่ามกลางสงฆ์เพราะความปรารถนาในอดีตของท่าน

ขณะที่ท่านจำพรรษาอยู่ที่เมืองกุรฆระแคว้นอวันตี ภูเขาปวัตตะ เมืองกุรฆระ ซึ่งเป็นชายแดนที่มีผู้เลื่อมใสมากใคร่จะบวชศิษย์ที่ชื่อว่า“โสณกุฏิกัณณะ” แต่หาพระมาให้ครบจำนวนที่จะบวชไม่ได้ จึงรออยู่ถึง 3 ปี จึงบวชได้ เมื่อบวชแล้ว ก็อยากจะไปเฝ้าพระพุทธองค์ พระมหากัจจายนะจึงฝากความไปทูลให้พระพุทธองค์ทรงทราบ และแก้ไขพุทธบัญญัติ คือ การบวชในปัจจันตชนบท มีพระสงฆ์ครบจำนวน 5 รูป ก็บวชได้ และ

พระมหากัจจายนเถระ เป็นผู้ฉลาดสามารถในการอธิบายคำที่พระศาสดาตรัสไว้ โดยย่อให้พิสดาร ได้ตรงตามพุทธประสงค์ทุกประการ เช่น ครั้งหนึ่ง พระศาสดาทรงแสดงภัทเทกรัตตสูตรโดยย่อแล้ว เสด็จลุกจากอาสนะเข้าสู่วิหารที่ประทับ ภิกษุทั้งหลายยังไม่เข้าใจเนื้อความ จึงอาราธนาพระเถระอธิบายให้ฟัง พระเถระอธิบายขยายความแห่งพระสูตรนั้นโดยพิสดารแล้วบอกว่า ถ้ารูปใดยังไม่แน่ใจก็ขอให้ไปทูลถามพระศาสดา ภิกษุทั้งหลายไปกราบทูลถามพระศาสดาตามที่ท่านได้อธิบาย พระศาสดาทรงสรรเสริญท่านแล้ว ตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัจจายนะเป็นคนมีปัญญา ถ้าพวกเธอถามเนื้อความนั้นกับเราแม้เราก็ต้องแก้อย่างนั้นเหมือนกันเนื้อความแห่งธรรมที่เรา แสดงไว้โดยย่อมีความหมายอย่างนั้นแหละเธอทั้งหลายจงทรง จำเนื้อความนั้น ไว้เถิด เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้รับแต่งตั้งจากพระศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้อธิบายเนื้อความย่อให้พิสดาร ด้วยพระดำรัสว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหากัจจายนะ เป็นเลิศกว่าภิกษุสาวกทั้งหลายของเรา ผู้จำแนกเนื้อความที่เรากล่าวไว้โดยย่อให้พิสดาร”

  • ท่านเคยเป็นปุโรหิต เมืองอุชเชนี สมัยพระเจ้าจัณฑปัชโชติ
  • ท่านพร้อมด้วยบริวาร 7 คน ถูกพระเจ้าจัณฑปัชโชติส่งไปเชิญเสด็จพระศาสดาที่วัดเชตวัน และขอบวชที่นั่น
  • ท่านเป็นผู้ขอพระบรมพุทธานุญาตให้พระสงฆ์ในชนบทจำนวน 5 รูปสามารถทำพิธีอุปสมบทได้
  • ท่านได้รับเอตทัคคะว่าเป็นเลิศในการขยายความย่อให้พิสดาร

  พระโมฆราชเถระ เอตทัคคะ : ทรงจีวรเศร้าหมอง

พระโมฆราช เป็นวรรณะกษัตริย์ บิดามารดาของท่านไม่ปรากฎชื่อ ท่านมีโรคประจำตัวที่รักษาไม่หาย และได้รับความทุกข์ทรมานมาก แม้จะเป็นคนใหญ่โตและมีทรัพย์สมบัติมากมายก็ช่วยไม่ได้ จึงได้ชื่อว่า โมฆราช ซึ่งแปลว่า ราชาผู้หาความสุขไม่ได้

ท่านเป็นศิษย์คนหนึ่งในจำนวน 16 คนที่พราหมณ์พาวรีส่งไปทูลถามปัญหาพระพุทธองค์ ที่ปาสารเจดีย์ ทูลถามปัญหาถึง 3 ครั้งพระองค์จึงทรงตอบ เพราะต้องการทำลายทิฐิมานะของท่านที่คิดว่าตนเองมีความเฉลียวฉลาดซึ่งท่านถามว่า “ข้าพระองค์จะมองดูโลกอย่างไรดี พญามัจจุราช(ความตาย)จึงจะมองไม่เห็น” พระพุทธองค์จึงตรัสตอบว่า “เธอจงเป็นผู้มีสติอยู่ทุกขณะพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นที่ยึดว่าเป็นตนเสีย แล้วจะพ้นจากความตายด้วยอาการอย่างนี้”

  • ท่านเกิดในวรรณะกษัตริย์
  • ท่านเป็นศิษย์เอกของพราหมณ์พาวรีในจำนวน 16ท่านที่ถูกส่งไปถามปัญหากับพระศาสดา แต่ก่อนท่านเป็นคนมีทิฐิมานะคิดว่าตน เฉลียวฉลาด ทูลถามคำถามเป็นคำรบที่สาม จึงทรงตรัสตอบ
  • ท่านได้รับการยกย่องว่า ทรงจีวรเศร้าหมอง

พระราธเถระ เอตทัคคะ : มีปฏิภาณ(ไหวพริบดี)

ท่านเกิดในวรรณะพราหมณ์ตระกูลพราหมณ์ยากจนในเมืองราชคฤห์ มีน้องชายชื่อว่า “ราธะ”ชีวิตของท่านมีความลำบากมาก เพราะมีความยากจนพอแก่ตัวก็ถูกลูกเมียรังเกียจไล่ออกจากบ้านจึงมาอาศัยวัดพระเชตวันเป็นที่พักพิงโดยอุปนิสัยของท่านแล้วเป็นคนใจบุญสุนทาน มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนามาก่อน แม้จะยากจนเข็ญใจอย่างไร ท่านก็ยังทำบุญใส่บาตร แม้พระสารีบุตรก็ยังเคยรับบาตรจากท่านมาแล้ว เวลามาอยู่วัดก็มีความขยันหมั่นเพียรรับใช้พระภิกษุสามเณรปัดกวาดเช็ดถูวัดวาอารามไม่เคยขาดตกบกพร่องก็ว่าได้จนทำให้พระเณรในวัดมีเมตตาอนุเคราะห์ท่าน ด้วยการให้อาหารการกินมีความสุขตามอัตภาพ

  • ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่ยากจน เมืองพาราณสี เมื่อแก่ตนลง ถูกลูกๆ ไล่ออกจากบ้าน ท่านจึงไปพึ่งพิงวัดเชตวัน
  • ท่านเป็นคนขยันขันแข็งเอาการเอางาน เป็นคนว่าง่าย เชื่อฟังคำสอน พระสารีบุตรเป็นอุปัชฌาย์บวชให้ ด้วยเหตุผลที่ พระพุทธเจ้าทรงปรารภอุปการะที่ท่านเคยทำว่า ใครจำได้บ้าง พระสารีบุตรจำได้ว่า
  • ท่านราธะเคยใส่บาตร พระศาสดาจึงทรงให้พระสารีบุตรบวชให้ด้วยวิธีญัตติจตุตถกรรมวาจาเป็นครั้งแรกในโลก
  • ท่านได้รับเอตทัคคะ ว่ามีปฏิภาณ มีญาณแจ่มแจ้งในพระธรรมเทศนา

พระปุณณมันตานีบุตรเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศในด้านการแสดงธรรมเทศนา(ธรรมกถึก)

เดิมมีชื่อว่า “ปุณณะ” มารดาชื่อว่า “นางมันตานี” เกิดในวรรณะพราหมณ์ เป็นบุตรของน้องสาวของพระอัญญาโกณฑัญญะ หมู่บ้านโทณวัตถุ ซึ่งไม่ไกลจากเมืองกบิลพัสดุ์นัก

ท่านได้รับการศึกษาและออกบวชเมื่อคราวที่พระอัญญาโกณฑัญญะเดินทางกลับมาบ้านเกิด หลังจากการจำพรรษาแรกที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แล้วจึงกลับไปประกาศพระศาสนาที่บ้านเกิด จึงทำให้ท่านปุณณะมันตานีบุตรสังเกตเห็นกิริยาอาการของหลวงลุงอยู่ตลอดเวลาว่ามีความเลื่อมใสศรัทธามาก จึงขอบวช พระอัญญาโกณฑัญญะ(หลวงลุง)จึงได้บวชให้ตามความประสงค์ทุกประการ

  • ท่านเป็นหลานและเป็นลูกศิษย์ของพระอัญญาโกณฑัญญะ
  • ท่านเป็นผู้กล่าวเรื่องกถาวัตถุ 10 ประการ
  • ท่านเป็นผู้กล่าวหลักธรรมเรื่องวิสุทธิ 7 ประการ
  • ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในการแสดงธรรม (ธรรมกถึก)

พระกาฬุทายีเถระ เอตทัคคะ : ทำสกุลที่ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส

เดิมชื่อว่า “อุทายี” แต่เพราะท่านมีผิวดำ คนทั่วไปจึงเรียกว่า “กาฬุทายี” เป็นสหชาติและเพื่อนสนิทของพระพุทธเจ้า เกิดในวรรณะกษัตริย์ เป็นบุตรอำมาตย์ของพระเจ้าสุทโธทนะ และได้รับตำแหน่งเป็นมหาอำมาตย์ของพระพุทธเจ้าต่อจากบิดา

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศ พระศาสนา อยู่ในกรุงราชคฤห์ พระเจ้าสุทโธทนะใคร่จะพบพระพุทธองค์ จึงได้ส่งอำมาตย์หลายคนหลายคณะให้มาทูลเชิญกลับเมืองกบิลพัสดุ์ แต่เมื่ออำมาตย์เหล่านั้น ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์กันหมด และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุไม่ได้ทูลเชิญพระพุทธเจ้ากลับ

  • ท่านเป็นสหชาตของพระพุทธองค์
  • ท่านได้พรรณนาหนทางจะเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ 60 พระคาถา

พระนันทเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายข้างสำรวมระวังอินทรีย์ 6

พระนันทะ มีพระบิดานามว่า “พระเจ้าสุทโธทนะ” มีพระมารดานามว่า “พระนางปชาบดีโคตมี” เป็นพระอนุชาต่างมารดาของพระพุทธเจ้า มีน้องสาวชื่อว่า “รูปนันทา”

ท่านบวชในวันเดียวกับวันที่จะได้อภิเษกสมรสกับนางชนบทกัลยาณีคือหญิงงามประจำแคว้นเพราะความเกรงใจในพระทัยของพระพุทธเจ้าที่ประทานบาตรให้อุ้มตามพระพุทธองค์เสด็จไปจนถึงนิโครธาราม พระองค์ตรัสถามว่า “นันทะ เธอจะบวชหรือ” เพราะความเคารพในพระองค์ จึงรับปากว่า“จักบวช พระเจ้าข้า ”

  • ท่านเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า
  • ท่านได้ออกบวชเมื่อวันอภิเษกสมรส
  • ท่านมีลักษณะคล้ายกับพระพุทธเจ้า แต่ต่ำกว่าเพียง 4 นิ้ว
  • ท่านออกบวชเพราะความเกรงใจ (จำใจ)

พระกาฬุทายีเถระ เอตทัคคะ : ทำสกุลที่ไม่เลื่อมใสให้เลื่อมใส

เดิมชื่อว่า “อุทายี” แต่เพราะท่านมีผิวดำ คนทั่วไปจึงเรียกว่า “กาฬุทายี” เป็นสหชาติและเพื่อนสนิทของพระพุทธเจ้า เกิดในวรรณะกษัตริย์ เป็นบุตรอำมาตย์ของพระเจ้าสุทโธทนะ และได้รับตำแหน่งเป็นมหาอำมาตย์ของพระพุทธเจ้าต่อจากบิดา

เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศ พระศาสนา อยู่ในกรุงราชคฤห์ พระเจ้าสุทโธทนะใคร่จะพบพระพุทธองค์ จึงได้ส่งอำมาตย์หลายคนหลายคณะให้มาทูลเชิญกลับเมืองกบิลพัสดุ์ แต่เมื่ออำมาตย์เหล่านั้น ได้ฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ก็บรรลุเป็นพระอรหันต์กันหมด และได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุไม่ได้ทูลเชิญพระพุทธเจ้ากลับ

  • ท่านเป็นสหชาตของพระพุทธองค์
  • ท่านได้พรรณนาหนทางจะเสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ 60 พระคาถา

พระราหุลเถระ เอตทัคคะ : เป็นเอตทัคคะทางผู้ใคร่ต่อการศึกษา 

บิดามีชื่อว่า “เจ้าชายสิทธัตถะ” มารดาชื่อว่า “พระนางยโสธรา(พิมพา)” เป็นพระนัดดา(หลาน) ของพระเจ้าสุทโธทนะผู้ครองนครกบิลพัสดุ์

ท่านได้ออกบวชเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา หลังจากที่พระพุทธองค์เสด็จไปถึงเมืองกบิลพัสดุ์ได้เพียง 7 วันสาเหตุที่ท่านได้เข้าไปบวชนั้นก็เพราะว่าเข้าไปทูลขอราชสมบัติจากพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระบิดาตามคำชี้แนะของพระนางยโสธราผู้เป็นมารดา พระพุทธองค์ทรงดำริว่า“ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย ที่จะมั่นคงถาวรและประเสริฐยิ่งกว่าอริยทรัพย์นั้นไม่มีควรที่เราจะให้อริยทรัพย์แก่ราหุลเถิด”

ทรงมอบหมายให้ พระสารีบุตรเถระเป็น พระอุปัชฌาย์ พระเถระรับพุทธบัญชา แต่ว่า พระกุมารนั้นยังเล็กเกินไป อายุได้ 7 ปี ไม่ควรที่จะเป็นสงฆ์ จึงทูลถามพระพุทธองค์ถึงวิธีบรรพชา พระศาสดาตรัสให้ใช้ตาม วิธีติสรณคมนูปสัมปทา เปล่งวาจาถึงพระรัตนตรัย ให้พระกุมารบวช วิธีนี้ได้ใช้กันสืบมาถึงทุกวันนี้ เรียกว่า บวชเณร

ท่านมีวัตรปฏิบัติที่เลื่องลือมากอย่างน้อย 2 ประการ ที่นอกเหนือจากการเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา คือ 1.) ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย และ 2.) การเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวทีต่อมารดา

  • ท่านเป็นสามเณรรูปแรกในพระพุทธศาสนา
  • ท่านเป็นสามเณรด้วยวิธีไตรสรณคมน์ มีพระสารีบุตรเป็นพระอุปัชฌาย์
  • ท่านเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาเป็นอย่างยิ่ง
  • ท่านเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย
  • ท่านมีความกตัญญูกตเวทีเป็นยอด
  • ท่านปรินิพพานในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก่อนพระพุทธเจ้าและพระสารีบุตร

พระอุบาลีเถระ เอตทัคคะ : ผู้ทรงพระวินัย (วินัยธร)

มีชื่อว่า“อุบาลี”เป็นลูกของช่างตัดผม(ช่างกัลบก) เมื่อเติบโตขึ้นก็มีอาชีพเหมือนพ่อ มีหน้าที่แต่งพระเกสาถวายเจ้าชายภัททิยะ อนุรุทธะ ภคุ กิมพิละ อานนท์ และเทวทัต และท่านมีความจักรักภักดีต่อเจ้าชายทุกพระองค์ ประจำสำนักของเจ้าศากยะ

พระพุทธเจ้าทรงให้ท่านอุบาลีบวชก่อนเจ้าชายศากยะทั้งหมดจุดประสงค์ก็เพื่อทำลายมานะของพวกเจ้าศากยะและเจ้าศากยะเหล่านั้นจะต้องทำความเคารพยำเกรงในท่านผู้บวชก่อนด้วยเพราะอาวุโสกว่าเพื่อน

เมื่อท่านได้บวชรุ่นเดียวกันกับเจ้าชายศากยะแล้ว ก็ปฏิบัติธรรมอยู่กับพระพุทธเจ้า วันหนึ่งต้องการจะอยู่ตามลำพัง จึงได้กราบทูลลาแต่ก็ถูกปฏิเสธจากพระพุทธองค์ด้วยเหตุผลว่า “อุบาลี หากไปอยู่ตามลำพัง เธอจักเจริญวิปัสสนาธุระอย่างเดียว แต่ถ้าอยู่ในสำนักของเราตถาคต เธอจักเจริญทั้งวิปัสสนาธุระ(เน้นการปฏิบัติ) และคันถธุระ(เน้นวิชาการด้วย) การที่พระพุทธองค์ตรัสอย่างนี้ก็เพราะว่าในอนาคตท่านอุบาลีจะเป็นกำลังสำคัญ ในการทำสังคายนาครั้งแรก

  • ท่านถึงเป็นช่างกัลบกก็ได้บวชก่อนเจ้าชายทั้งหมดเพราะต้องการทำลายทิฐิของพวกเจ้าชายศากยะนั้นเอง
  • ท่านได้รับยกย่องว่าเป็นเลิศในด้านพระวินัย 3. ท่านเป็นกำลังสำคัญในการทำสังคายนาครั้งแรก(ปฐมสังคายนา)

พระภัททิยเถระ เอตทัคคะ : ในทางเป็นผู้เกิดในตระกูลสูง หรือสุขุมาลชาติ

ท่านภัททิยะเป็นโอรสของพระนางกาฬิโคธา เกิดในวรรณะกษัตริย์ ตระกูลศากยะ ในกรุงกบิลพัสดุ์

ท่านได้ครองราชย์สมบัติไม่นานก็สละเสีย เพราะความเบื่อหน่ายและมีความยุ่งยากลำบากในการทำไร่ไถ่นา ต่อมาจึงได้พากันชักชวนกันเดินทางไปเฝ้า พระพุทธองค์เพื่อทูลขอบวช โดยมีช่างกัลบกคือท่าน อุบาลีติดตามไปด้วย และอนุญาตให้ท่านอุบาลีบวชก่อน โดยให้เหตุผลว่า พวกข้าพระองค์เป็นเจ้าชายเชื้อสายศากยะถือตัวจัดอุบาลีนี้ก็รับใช้พวกข้าพระองค์มานาน ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าได้โปรดบวชให้เขาก่อนเถิด พวกข้าพระองค์จักได้ไหว้เขาได้ ด้วยวิธีการอย่างนี้จะช่วยให้พวกข้าพระองค์ลดความถือตัวลง พระเจ้าข้า พระพุทธองค์ทรงอนุญาต และบวชให้ทุกท่านด้วยวิธีอุปสมบทแบบ “เอหิภิกขุอุปสัมปทา”

เมื่อท่านบวชแล้ว ได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ด้วยการปลีกตัวจากหมู่คณะเข้าไปอยู่ป่าตามลำพัง ขยันหมั่นเพียรเจริญกรรมัฏฐานไม่นาน ก็บรรลุพระอรหันต์ตามที่ตนปรารถนา

หลังจากที่ท่านได้รับความสุขอันเกิดจากมรรคผลแล้ว ท่านมักชอบเปล่งอุทานบ่อย ๆ ว่า “สุขหนอๆ” เพราะท่านได้รับความสงบสุขอันเกิดจากศีล สมาธิปัญญาและความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย

  • ท่านออกบวชเพราะเพื่อนขอร้อง
  • ท่านออกบวชพร้อมกับเพื่อนอีก 5 ท่านคือ อนุรุทธะ อานนท์ กิมพิละ เทวทัต และอุบาลี
  • ท่านบวชที่อนุปิยนิคม แคว้นมัลละ
  • ท่านได้รับยกย่องว่า เป็นผู้เกิดในตระกูลสูง

พระอนุรุทธเถระ เอตทัคคะ : ในทางผู้มีทิพยจักษุ (ตาทิพย์)

ท่านเป็นเจ้าชายในตระกูลศากยวงศ์องค์หนึ่ง มีพระบิดานามว่า “อมิโตทนะ” ซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ มีพี่น้อง 3 คนคือ มหานามะ อนุรุทธะ และนางโรหิณี ชีวิตฆราวาสของท่านเต็มไปด้วยความอบอุ่น เนื่องจากมารดาทรงดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี

ท่านได้ออกบวชร่วมกับเจ้าชายศากยวงศ์อีก 4 องค์ คืออานนท์ ภัททิยะ ภคุ กิมพิละ เทวทัตต์ (โกลิยวงศ์) และอุบาลี

ท่านได้มีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างมากโดยเฉพาะเป็นที่เคารพของเหล่าเทวดาทั้งหลายเพราะท่านได้บรรลุทิพจักษุ (ตาทิพย์)และมีการติดต่อสื่อสารกับเทวดาอยู่เนื่องๆท่านได้เป็นอาจารย์ของหมู่คณะมีสัทธิวิหาริกและ อันเตวาสิกเป็นจำนวนมากเช่นเดียวกับพระมหาสาวกองค์อื่นๆและสุดท้ายปลายชีวิตท่านนิพพานที่ใต้กอไผ่ใกล้หมู่บ้านเวฬวะแคว้นวัชชีขณะนั้นท่านมีอายุใกล้เคียงกับพระอานนท์ และอ่อนกว่าเพียงเล็กน้อย

  • ท่านเป็นผู้ไปขอให้พระเจ้าภัททิยะบวชเป็นเพื่อน
  • ท่านได้รับยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในทางมีตาทิพย์
  • ท่านชอบระลึกถึงมหาปุริสวิตก7-8อย่างอยู่เสมอ

พระอานนทเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหุสูตร มีสติ มีคติ มีธิติ และเป็นพุทธอุปัฏฐาก

บิดาชื่อว่า “สุกโกทนะ” มารดาชื่อว่า “กีสาโคตมี” มีฐานะเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า มีพระสหายสนิท คือ เจ้าชายภัททิยะ อนุรุทธะ ภคุ กิมพิละ เทวทัตแห่งเมืองเทวทหะด้วย แต่ท่านพิเศษกว่าตรงที่เป็นสหชาต(ผู้เกิดพร้อมกัน)ของพระพุทธเจ้า

ท่านออกบวชพร้อมกับภัททิยะ อนุรุทธะ ภคุ กิมพิละ เทวทัต และอุบาลี ที่อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละ มูลเหตุที่ทำให้ท่านบวช เพราะเป็นจังหวะที่พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดพระประยูรญาติ จึงปรึกษากันแล้วพร้อมใจกันบวชตามเป็นจำนวนมาก

ท่านได้บรรลุธรรมช้ากว่าเจ้าชายศากยะ เพราะว่าท่านไม่มีเวลาปฏิบัติธรรม เนื่องจากต้องขวนขวายอยู่กับการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ท่านได้บรรลุเป็นพระโสดาบัน เพราะได้ฟังธรรมของพระปุณณมันตานีบุตร และได้บรรลุพระอรหันต์เมื่ออายุได้ 80 ปี ก่อนมีการทำปฐมสังคายนา ภายหลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานได้ 3 เดือน รวมเวลาที่ท่านเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบันอยู่นานถึง 42 ปี

ท่านบรรลุพระอรหันต์แปลกกว่าสาวกองค์อื่นๆ คือไม่อยู่ในอิริยาบถทั้ง 4 ได้แก่ขณะที่ท่านนั่งอยู่บนเตียงแล้วจึงค่อยเปลี่ยนการเอนกายลงด้วยตั้งใจว่า จักนอนพักผ่อนสักครู่หนึ่ง พอยกเท้าพ้นจากพื้นแต่ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน ระหว่างนี้เองจิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพราะคลายความยึดมั่นลงได้ ท่านองค์เดียวเท่านั้นที่บรรลุพระอรหันต์ที่ไม่อยู่ในอิริยาบถ 4 คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน และหลังจากบรรลุพระอรหันต์แล้วไม่นานก็รุ่งเช้า เมื่อฉันภัตตาหารเสร็จ ขณะที่พระสงฆ์ 499 องค์ ได้เข้าไปนั่งรอท่านอยู่ในมณฑปที่ถ้ำสัตตบรรณ ข้างภูเขา เวภาระ เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธนั้น ท่านก็ได้แสดงฤทธิ์ให้ปรากฏเพื่อประกาศให้คณะสงฆ์ได้ทราบว่าท่านได้บรรลุพระอรหันต์แล้ว ด้วยการดำดินแล้วไปโผล่ขึ้นตรงอาสนะที่จัดเตรียมไว้ให้ท่านนั่ง จากนั้นการทำสังคายนาจึงได้เริ่มขึ้น

เพราะเหตุที่พระอานนทเถระ เป็นผู้ทรงธรรมวินัยมีความรอบคอบหนักในเหตุผล มีปัญญาแก้ปัญหาต่าง ๆ และอุปัฏฐากพระศาสดา โดยไม่หวังประโยชน์ส่วนตนหวังให้เกิดผลแก่พระพุทธศาสนาในอนาคตกาลภายภาคหน้าองค์สมเด็จพระบรมศาสดา จึงทรงสรรเสริญท่าน โดยอเนกปริยายและตั้งไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพหุสูตร มีสติมีคติ มีธิติ และเป็น พุทธอุปัฏฐาก

บั้นปลายชีวิตท่านมีอายุถึง 120 ปี จึงปรินิพพานในอากาศ เหนือแม่น้ำโรหิณี ซึ่งเป็นเขตแดนระหว่างพระญาติทั้งสองฝ่าย คือ เจ้าศากยะและเจ้าโกลิยะ

พระโสณโกฬิวิสเถระ เอตทัคคะ : ในทางปรารภความเพียร

เดิมชื่อว่า “โสณะ” แปลว่า ทองคำ เพราะมีผิวพรรณสวยงามมาตั้งแต่เกิด ส่วนโกฬิวิส เป็นชื่อโคตร บิดาชื่อว่า “อุสภเศรษฐี” เกิดในวรรณะไวศยะ (แพศย์) ตระกูลเศรษฐี ในเมืองจัมปา แคว้นอังคะ

ท่านเป็นคนสุขุมาลชาติ คือฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนนุ่มและมีสีแดงดังดอกชบา โดยเฉพาะที่ฝ่าเท้านั้นมีขนอ่อนสีเขียวเหมือนแก้วมณีงอกขึ้น ซึ่งมองดูแปลกกว่าคนทั่วไป นอกจากนั้น ท่านยังเป็นคนรักการเล่นดนตรีเป็นชีวิตจิตใจ และดนตรีที่ถนัดที่สุดคือการดีดพิณความทราบถึงพระเจ้าพิมพิสารพระองค์จึงรับสั่งให้โสณะโกฬิวิสะเข้าเฝ้าเพื่อทอดพระเนตรฝ่าเท้าที่แปลกประหลาดของเขา

  • ท่านเกิดมาเป็นเศรษฐี เดิมชื่อ โสณะ บวกกับชื่อโคตรว่า โกฬิวิสะ จึงชื่อว่าโสณโกฬิวิส
  • ที่ฝ่ามือฝ่าเท้าของท่านมีขนอ่อนนุ่มเกิดขึ้น เพราะฝ่ามือฝ่าเท้าที่แปลกนี้เองเป็นเหตุให้ท่านได้เข้าเฝ้าพระเจ้าพิมพิสาร
  • ก่อนออกบวช ท่านชื่นชอบและเก่งด้านดนตรี โดยเฉพาะพิณ
  • ท่านฟังธรรมเทศนาพระศาสดา แล้วตัดสินใจออกบวชมีศรัทธาแรงกล้าบำเพ็ญสมณธรรมโดยการเดินจงกรมจนฝ่าเท้าแตก ก็ยังไม่บรรลุธรรมพระศาสดาจึงทรงตรัสสอนให้ปรับอินทรีย์ คือศรัทธาวิริยะสติสมาธิ และปัญญาให้เสมอท่านปฏิบัติตามไม่นานก็บรรลุพระอรหันต์
  • ท่านได้รับการยกย่องว่าปรารภความเพียรเป็นยอด

พระรัฐบาลเถระ เอตทัคคะ : ในทางผู้บวชด้วยศรัทธา

ท่านชื่อว่า “รัฐบาล” แปลว่า ผู้รักษาแว่นแคว้น บิดาของท่านเป็นเศรษฐีเป็นหัวหน้าหมู่บ้าน เกิดในวรรณะไวศยะ(แพศย์) ในถุลลโกฎฐิตนิคม แคว้นกุรุ

ท่านได้ฟังธรรมเทศนาในคราวที่พระพุทธองค์เสด็จไปยังถุลลโกฎฐิตนิคมแคว้นกุรุ อันเป็นบ้านเกิดของท่าน เกิดความเลื่อมใสศรัทธาปรารถนาจะบวช แต่พระพุทธองค์ให้ไปขออนุญาตจากบิดามารดาก่อน เมื่อท่านทั้งสองไม่อนุญาตกลัวสกุลวงศ์จักขาดสูญ เพราะมีลูกชายอยู่คนเดียว ท่านจึงทรมานตนเองด้วยการนอนอดข้าวอยู่ในห้องนอน แม้บิดามารดาให้เพื่อนๆ มาช่วยเกลี้ยกล่อมก็ไม่ยอม สุดท้ายกลัวลูกตายจึงจำใจยอมอนุญาตให้ท่านบวชได้ อย่างน้อยก็ยังได้เห็นหน้ากันอยู่แม้จะบวชพระแล้วก็ตาม

  • ท่านเกิดในวรรณะแพศย์ ตระกูลเศรษฐี ฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใสขอบวชแต่บิดามารดาไม่อนุญาตเพราะเป็นลูกคนเดียว ทำให้ท่านต้องประท้วงด้วยการรอดอาหารจนร่างกายผอมแห้ง พ่อแม่จึงอนุญาตให้บวช เพราะเกรงท่านจะเสียชีวิต
  • หลังบวชท่านก็ยังมีความกังวลกับทางบ้านที่ไม่มีใครดูแลบิดามารดา จึงต้องใช้เวลา 12 ปีจึงบรรลุพระอรหัตต์
  • ท่านแสดงธรรมโปรดบิดามารดา และพระเจ้าโกรัพยะให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
  • ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บวชด้วยศรัทธา

พระปิณโฑลภารทวาชเถระ เอตทัคคะ : ในทางผู้บันลือสีหนาท

“ปิณโฑลภารทวาช แปลว่า ภารทวาชะผู้แสวงหาก้อนข้าว คือ เป็นคนกินจุนั้นเอง

ท่านได้เรียนจบไตรเพท และได้เป็นอาจารย์สอนศิษย์เป็นจำนวนมาก สาเหตุที่ท่านออกบวช เพราะได้ฟังธรรมเทศนาของพระพุทธองค์ แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงขอบวช พระพุทธเจ้าทรงบวชให้ด้วย “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หลังจากบวชแล้ว ท่านได้เที่ยวบิณฑบาตโดยไม่รู้จักประมาณ พระพุทธเจ้าทรงทราบความจริง จึงทรงใช้อุบายให้ท่านรู้จักประมาณในการรับและการฉัน ท่านมีความเข้าใจตามคำตรัสก็เกิดความสลดใจ

  • ท่านได้รับยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในทางผู้บันลือสีหนาท
  • ท่านบวชอยู่ที่กรุงราชคฤห์
  • ท่านเป็นผู้สมบูรณ์ด้วย สติ สมาธิ และปัญญา

พระมหาปันถกเถระ เอตทัคคะ : ในทางเจริญวิปัสสนา

มารดาเป็นธิดาของเศรษฐี มีน้องชายชื่อว่า“จูฬปันถก”เกิดในตระกูลจัณฑาลเนื่องจากบิดามารดาเป็นคนต่างวรรณะกัน คือบิดาเป็นคนวรรณะศูทรส่วนมารดาเป็นคนวรรณะไวศยะ (แพศย์) ในเมืองราชคฤห์

ตั้งแต่เล็ก ๆ ท่านถูกส่งไปอยู่กับคุณตา และคุณตาก็พาหลานไปฟังธรรมที่วัดเวฬุวันบ่อย ๆ แม้คุณตาจะรังเกียจบิดาที่เป็นวรรณะศูทรก็ตาม แต่ก็รักหลานทั้ง 2 มาก บางครั้งท่านก็มีความรู้สึกไม่สบายใจที่ถูกคนอื่นเรียกว่า “ลูกไม่มีพ่อไม่มีแม่” ต่อมาจึงขอบวช ผู้เป็นตาก็อนุญาตให้บวชเป็นสามเณรก่อนเพราะอายุยังไม่ครบ 20 ปี เมื่ออายุครบจึงอุปสมบท

  • ท่านถูกกล่าวว่าเป็นลูกไม่มีพ่อแม่เพราะเกิดจากพ่อแม่ต่างวรรณะกัน
  • ท่านเป็นผู้ชำนาญในการเข้าฌานอภิญญา 3. ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในการเจริญวิปัสสนา

พระจูฬปันถกเถระ เอตทัคคะ : ในทางมโนมยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ)

เดิมชื่อว่า ปันถกะ แปลว่า ทาง เพราะมารดาได้คลอดในระหว่างเดินทางกลับจากเมืองราชคฤห์ท่านเป็นบุตรคนที่สองจึงได้คำนำหน้าว่า จูฬปันถกะ แปลว่า ทางเล็ก ส่วนพี่ชายของท่านมีชื่อว่า มหาปันถกะ แปลว่า ทางใหญ่

บิดาของท่านเกิดในวรรณะศูทร ไม่ปรากฎนาม ส่วนมารดาเป็นลูกสาวเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ เป็นคนวรรณะแพศย์ หรือไวศยะ ต่อมาทั้งสองได้เกิดความรักต่อกัน จึงได้หนีออกจากบ้านไปอยู่ในป่า ซึ่งไกลจากเมืองราชคฤห์ และได้กำเนิดบุตรชายสองคน คือ มหาปันถกะ และจูฬปันถกะ

บิดามารดาจึงได้นำลูกทั้งสองไปให้เศรษฐีเมืองราชคฤห์ ซึ่งเป็นตากับยายเลี้ยงดูแต่ด้วยการที่ท่านเศรษฐีมีจิตเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาได้พาเด็กทั้งสองไปฟังธรรมที่วัดด้วยเป็นประจำเด็กทั้งสองจึงมีใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา และได้ขออนุญาตตากับยายบรรพชา ท่านได้อนุญาตให้มหาปันถกะบวชได้ส่วนจูฬปันถกะยังไม่อนุญาตให้บวช เพราะยังเด็กจึงให้อยู่กับตายายไปก่อน

หลังจากจูฬปันถกะได้บวชแล้วมหาปันถกะผู้เป็นพี่ชายได้พยายามอบรมสั่งสอนแต่ท่านมีปัญญาทึบจำอะไรไม่ค่อยได้โดยที่สุดพระพี่ชายให้ท่านท่องคาถา4 บทใช้เวลา 4 เดือนยังท่องไม่ได้ ท่านจึงเกิดความเสียใจ คิดจะลาสิกขา จึงได้เดินร้องไห้ออกจากวัด

ในขณะนั้น พระศาสดาทรงทราบเหตุการณ์นั้นมาโดยตลอด จึงได้เสด็จไปเพื่อห้ามการลาสิกขาของพระจูฬปันถกะ แล้วได้ประทานผ้าขาวผืนหนึ่งให้ แล้วตรัสสอนให้บริกรรมว่า “ระโชหะระณัง ระโชหะระณัง (ผ้าเช็ดธุลี)” พร้อมกับลูบผ้านั้นไปด้วย ไม่นานนักผ้าขาวผืนนั้นก็ค่อย ๆ หมองคล้ำไปจนเห็นเป็นสีดำ ท่านจึงพิจารณาเห็นว่า แม้ผ้าขาวบริสุทธิ์อาศัยร่างกายของมนุษย์ ยังต้องกลายเป็นสีดำอย่างนี้ ถึงจิตของมนุษย์ เดิมทีเป็นของบริสุทธิ์ อาศัยกิเลสจรมาก็ย่อมเกิดความเศร้าหมอง เหมือนกับผ้าผืนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เป็นของไม่เที่ยงแท้ ท่านบริกรรมผ้านั้นไปจนจิตสงบแล้วได้บรรลุฌาน แล้วได้เจริญวิปัสสนาต่อก็ได้บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาและอภิญญา

หลังจากที่ท่านบรรลุพระอรหันต์ใหม่ ๆ นั้น ท่านได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้คนใช้ของหมอชีวกได้ประจักษ์ด้วยสายตาตนเอง ดังเรื่องที่ท่านเนรมิตรภิกษุเป็นพันรูป ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกัน เมื่อคนใช้ที่หมอชีวกมานิมนต์ท่านแล้ว ถามว่า พระรูปไหนชื่อจูฬปันถกะ ทั้งพันรูปก็ตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า “อาตมาชื่อจูฬปันถกะ” ในที่สุดพระศาสดาทรงแนะนำวิธีให้ว่ารูปไหนพูดก่อนว่า “อาตมาชื่อจูฬปันถกะ” ให้จับมือภิกษุรูปนั้น คนใช้ของหมอชีวกก็ได้ทำตามนั้นด้วยเหตุนี้เองพระศาสดาจึงทรงยกย่องท่านว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้านผู้เนรมิตกายอันสำเร็จด้วยฤทธิ์และผู้พลิกแพลงจิต

  • หลังบวชท่านเป็นคนปัญญาทึบ ท่องคาถาเพียง 4 บวชโดยใช้เวลา 4 เดือนก็จำไม่ได้จึงคิดว่าตนเองไม่มีวาสนาถูกพระพี่ชายต่อว่าเอาจึงหนีไปเพื่อสึก ความทราบถึงพระศาสดาจึงเสด็จไปห้าม และประทานผ้าขาวผืนหนึ่งให้ทำการบริกรรมจนผ้ากลายเป็นสีดำทำให้ท่านเกิดความสังเวชแล้วยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาจนบรรลุพระอรหันต์
  • ท่านได้รับการยกย่อง (เอตทัคคะ) ว่าเป็นผู้มีมโนมยิทธิ มีฤทธิ์ทางใจ

พระโสณกุฏิกัณณเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้แสดงธรรมด้วยถ้อยคำอันไพเราะ

เดิมชื่อว่า “โสณะ” แต่เพราะมีเครื่องประดับหูมีราคาถึงหนึ่งโกฏิ จึงมีคำต่อท้ายว่า“โสณกุฏิกัณณะ” บิดาไม่ปรากฎนาม ส่วนมารดาเป็นอุบาสิกามีนามว่า “กาฬี” เป็นพระโสดาบัน และเป็นผู้ถวายความอุปถัมภ์บำรุงพระมหากัจจายนะ ท่านเกิดในตระกูลคฤหบดี เป็นวรรณะแพศย์ ในเมืองกุรุรฆระ แคว้นอวันตี ก่อนบวชท่านได้ประกอบอาชีพค้าขาย

  • ท่านเป็นวรรณะแพศย์ เกิดในตระกูลเศรษฐี เมืองกุรุรฆระ แคว้นอวันตี มีอาชีพค้าขาย
  • ท่านเป็นบุตรอุบาสิกาผู้อุปัฏฐาก พระมหากัจจายนะ มีความคุ้นเคยกับพระศาสนามาตั้งแต่เด็ก
  • ท่านบวชเป็นสามเณรอยู่ 3 ปี จึงสามารถบวชเป็นพระได้ เนื่องจากตอนนั้นในชนบท มีพระสงฆ์ไม่ครบจำนวน 10 รูปตามพระบรมพุทธานุญาต หลังบวชท่านก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหัตต์
  • เมื่อท่านมาเฝ้าพระศาสดาจึงขอทรงผ่อนผันอุปสมบทโดยใช้พระสงฆ์ 5 รูปได้ในปัจจันตชนบท ตามคำฝากของพระมหากัจจายนะ ผู้เป็นอุปัชฌาย์
  • ท่านได้รับเอตทัคคะเป็นผู้เลิศในด้านแสดงธรรมด้วยวาจาที่ไพเราะ

พระลกุณฎกภัททิยเถระ เอตทัคคะ : ในทางผู้มีเสียงไพเราะ

เดิมท่านชื่อว่า “ภัททิยะ” แต่เพราะท่านมีร่างกายเตี้ยและเล็กเหมือนคนแคระ จึงเรียกว่า “ลกุณฎกภัททิยะ (ลกุณฎกะ แปลว่า เล็ก,เตี้ย)” บิดามารดาของท่านไม่ปรากฎชื่อ เป็นคนวรรณะแพศย์ มีทรัพย์มาก เป็นชาวเมืองสาวัตถี ในสมัยก่อนบวชท่านได้รับการเลี้ยงดู และการศึกษาอย่างดีตามที่จะหาและทำได้ในสมัยนั้น

  • ท่านเป็นวรรณะแพศย์ เกิดในตระกูลเศรษฐี
  • ท่านฟังพระธรรมที่วัดเชตวันเกิดความเลื่อมใสจึงขออนุญาตบิดามารดาออกบวช
  • เนื่องจากท่านเป็นคนร่างเตี้ยเหมือนสามเณร ผู้ที่ไม่รู้จักท่านจึงมักล้อเล่นว่าเป็นสามเณรน้อย
  • ท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้มีวาจาไพเราะ

พระสุภูติเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้มีปกติอยู่อย่างไม่มีกิเลส และเป็นทักขิไณยบุคคล

เดิมชื่อว่า “สุภูติ” เพราะมีร่างกายสดใสรุ่งเรืองอย่างยิ่ง บิดานามว่า “สุมนเศรษฐี” มารดาไม่ปรากฎนาม เกิดที่เมืองสาวัตถี เป็นคนวรรณะแพศย์

พระสุภูติเถระในสมัยก่อนบวชตั้งแต่เป็นเด็กมา ได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาเป็นอย่างดีที่จะพึงหาได้ในสมัยนั้น เพราะบิดาของท่านเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มาก

พระสุภูติเถระเมื่อสำเร็จพระอรหัตผลแล้ว ท่านมีปฏิปทาที่พิเศษกว่าผู้อื่น คือเมื่อแสดงธรรมก็จะไม่ออกไปนอกจากนิยาม(กำหนด)ที่พระศาสดาทรงแสดงไว้ ไม่พูดถึงคุณหรือโทษของใคร เวลาเที่ยวไปบิณฑบาต ก่อนจะรับอาหารบิณฑบาต ท่านจะเข้าเมตตาฌานก่อน ออกจากฌานแล้วจึงรับอาหารบิณฑบาต ทำอย่างนี้ทุก ๆ เรือน ด้วยตั้งใจว่าทำอย่างนี้ผู้ถวายอาหารบิณฑบาตจะได้ผลบุญมาก ประกอบร่างกายของท่านสง่างาม และผิวพรรณผุดผ่อง จึงนำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่บุคคลเป็นจำนวนมาก

  • ท่านเป็นวรรณะแพศย์ เกิดในตระกูลเศรษฐี
  • ท่านได้มีโอกาสฟังธรรมในคราวที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีฉลองวัดเชตวันแล้วขอบวชในพระศาสนา
  • ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้มีปกติอยู่อย่างไม่มีกิเลสและเป็นทักขิไณยบุคคล

พระกังขาเรวตเถระ เอตทัคคะ : เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ยินดีในการเข้าฌาน

นามเดิมชื่อว่า “เรวตะ” แต่เพราะท่านมีความสงสัยในสิ่งที่เป็นกัปปิยะ(สมควร)มากเป็นพิเศษ จึงได้รับขนานนามว่า “กังขาเรวตะ แปลว่า เรวตะผู้มีความสงสัย” บิดามารดาของท่านไม่ปรากฎนาม ท่านมีฐานะดี อยู่ในวรรณะแพศย์ เป็นชาว เมืองสาวัตถี เพราะฉะนั้น ท่านจึงได้รับการเลี้ยงดู และได้รับการศึกษาเป็นอย่างด

  • ท่านเป็นวรรณะแพศย์ เกิดในตระกูลเศรษฐี
  • ท่านฟังธรรมแล้วออกบวชเจริญกรรมฐานจนได้ฌานแล้วเอาเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนาจนบรรลุพระอรหันต์
  • ท่านได้สร้างบุญญาบารมีมากในสมัยพระพุทธเจ้านามว่าปทุมุตตระ
  • ท่านชอบเจริญฌาน(เข้าฌาน)ทั้งกลางวันและกลางคืนจึงได้รับการยกย่อง ว่าเป็นผู้ยินดีในฌาน

พระโกณฑธานเถระ เอตทัคคะ : ในทางถือสลากเป็นปฐม

นามเดิมชื่อว่า“ธานะ”เพราะเหตุที่ท่านมี ภาพลวงตาเป็นสตรีติดตามท่านด้วยผลกรรมในชาติก่อนของท่าน ภิกษุและสามเณรทั้งหลายจึงตั้งชื่อเพิ่มให้ท่านว่า “โกณฑธานหรือกุณฑธาน”บิดาและมารดาของท่านไม่ปรากฎนามท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์เมืองสาวัตถี ท่านได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดีและได้รับการศึกษาในเพศฆราวาสจนจบไตรเพทแต่ก็ไม่ได้ตั้งตนเป็นอาจารย์สอนใคร ๆ

พอท่านมีอายุย่างเข้าปัจฉิมวัยได้ฟังธรรมของพระศาสดาเป็นประจำจนเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนาจึงขออุปสมบท และได้บวชเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา นับตั้งแต่ที่ท่านบวชด้วยอกุศลกรรมที่ท่านทำในอดีตชาติ เวลาที่ท่านจะยืน เดิน นั่ง หรือนอน ภายในวัดหรือนอกวัดก็ตาม โดยเฉพาะในเวลาที่ท่านเที่ยวบิณฑบาต จะมีคนเห็นภาพสตรีตนหนึ่งติดตามหลังท่านไปเสมอ แต่ตัวท่านเองไม่ทราบเลย พอคนใส่บาตรก็จะบอกว่าส่วนนี้ของท่านส่วนนี้สำหรับหญิงสหายของท่าน

ในอดีตชาติ ท่านเป็นภุมมเทวดาเห็นพระเถระสองรูปรักใคร่สามัคคีกันฉันพี่น้องจึงคิดร้ายประสงค์ให้แตกสามัคคีกัน คราวหนึ่งพระรูปหนึ่งปวดท้องขอไปปลดทุกข์ อีกรูปหนึ่งคอยอยู่เมื่อสบโอกาสเช่นนี้ เทวดาจึงจำแลงเป็นหญิงแก้ผ้าตรงพุ่มไม้บริเวณที่ไปปลดทุกข์รูปที่คอยอยู่เห็นดังนั้นจึงเข้าใจผิดว่า พระเพื่อนเป็นผู้ไม่บริสุทธิ์แล้ว ทั้งสองเกิดเหตุทะเลาะแตกสามัคคีกัน เพราะเหตุนี้ ผลวิบากกรรมที่ท่านทำในปางก่อนนั้น ด้านหลังของท่านปรากฏว่าเป็นรูปผู้หญิงเป็นเงาเหมือนจริงติดตามตลอดเวลา รูปเงานี้คนอื่นมองเห็น แต่ตนเองมองไม่เห็น

  • ท่านมีภาพเงาผู้หญิงติดตามหลังตลอด
  • เมื่อท่านถูกคนอื่นกล่าวหาว่าท่านเป็นคนเลี้ยงหญิงมีผู้หญิงติดตามตลอด ท่านมักโกรธและด่าทออย่างแรง แต่พระศาสดาทรงห้ามปรามมิให้กระทำการด่าตอบ
  • ท่านมีความยากลำบากเรื่องอาหารบิณฑบาตเนื่องจากคนอื่นเข้าใจท่านผิดเรื่องผู้หญิง ต่อมาพระเจ้าปเสนทิโกศลทราบความจริงจึงทรงอุปถัมภ์ท่านด้วยอาหาร ทำให้ท่านสามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้อย่างสัปปายะจนบรรลุพระอรหันต์ แล้วภาพผู้หญิงก็หายไป
  • เวลารับสลากกิจนิมนต์ท่านมักจับได้สลากได้ก่อนเสมอ ดังนั้น ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้จับสลากเป็นปฐม

พระวังคีสเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ (ในการกล่าวเป็นคำประพันธ์)

นามเดิม วังคีสะ เพราะเกิดในวังคชนบท และเพราะเป็นใหญ่ในถ้อยคำ บิดาเป็นพราหมณ์ไม่ปรากฏนาม มารดาเป็นปริพาชิกา ไม่ปรากฏนาม ทั้ง 2 เป็นคนวรรณะพราหมณ์ เกิดที่วังคชนบท เมืองสาวัตถี

ท่านศึกษาจบไตรเพท และท่านมีความชำนาญในถ้อยคำ เป็นที่พอใจของครูอาจารย์มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการใช้เล็บดีดกะโหลกศีรษะของผู้ที่ตายภายในเวลา 3 ปี แล้วสามารถรู้ได้ว่า ไปเกิดที่ไหน และท่านได้ลาภเป็นอันมากเพราะการดีดกะโหลกเป็นอุบายหาเลี้ยงชีพ บิดาเป็นพราหมณ์ ส่วนมารดาเป็นปริพาชก ทั้งสองเป็นพราหมณ์ในเมืองสาวัตถี

วันหนึ่งท่านได้สดับคุณของพระพุทธเจ้า เกิดความเลื่อมใสศรัทธาอยากจะไปเฝ้าให้ได้ แม้จะถูกคัดค้านจากพราหมณ์ทั้งหลายก็ตาม เพราะกลัวจะไปนับถือพระองค์นั้นเอง สุดท้ายก็ไปเฝ้าจนสำเร็จ และได้รับการปฏิสันถารจากพระพุทธองค์เป็นอย่างดี และก็ได้ประลองวิชาดีดกะโหลกกับพระพุทธองค์ว่ากะโหลกนี้ไปเกิดในนรก,สวรรค์ หรือเทวดาเป็นต้น จนได้รับสาธุการ แต่พอดีดกะโหลกสุดท้าย ซึ่งเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ไม่ทราบว่าไปเกิดที่ไหน นั่งเหงื่อไหล พระองค์จึงตรัสว่า ถ้าเธออยากได้มนต์นี้ ก็จงถือเพศบรรพชิตเท่านั้นจึงรู้ได้

ท่านเป็นผู้มีปฏิภาณในการกล่าวคำเป็นประพันธ์(ฉันท์)สรรเสริญคุณของพระศาสดาเวลาที่ท่านเข้าไปเฝ้าได้ทุกครั้งจนได้รับการยกย่องจากพระพุทธองค์

  • ท่านมีความชำนาญในการดีดกะโหลกผู้ตายแล้วทราบว่าไปเกิดที่ไหน
  • ท่านได้รับเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ

พระปิลินทวัจฉเถระ เอตทัคคะ : ในทางเป็นที่รักใคร่ของเหล่าเทพยดา

นามเดิมชื่อว่า “ปิลินทะ” ส่วนคำว่าวัจฉะเป็นชื่อของโคตร ภายหลังชื่อว่า “ปิลินทวัจฉะ” เพราะนำเอาชื่อโคตรไปรวมด้วยเกิดในตระกูลวัจฉโคตรใน เมืองสาวัตถี ส่วนบิดาและมารดาไม่ปรากฎนามปกติท่านเป็นผู้ที่มากไปด้วยความสังเวช คือความสลดใจที่ประกอบกับโอตตัปปะ ได้บวชเป็นปริพาชกสำเร็จวิชา3 ชื่อว่า จูฬคันธาระ เหาะเหินเดินอากาศได้และรู้ใจของผู้อื่น มีลาภยศมากโดยอาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสรู้ และประทับประกาศพระศาสนาอยู่ที่นครราชคฤห์ ทำให้วิชา และลาภยศของท่านเสื่อม ต่อมาท่านจึงเลื่อมใสและขอบวช โดยหวังว่าจะได้เรียนรู้วิชาจากพระพุทธองค์

เพราะผู้ที่ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านสมัยเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ได้ไปเกิดเป็นเทวดามากมาย เทวดาเหล่านั้นอาศัยความกตัญญู มีความนับถือท่านมาก เข้าไปหาท่านทั้งเช้าเย็น แต่ท่านมักจะมีปัญหากับภิกษุและชาวบ้าน เพราะท่านชอบใช้วาจาไม่ไพเราะ ต่อมาพระศาสดาทรงแก้ไขให้ทุกคนเข้าใจ ก็ไม่มีใครถือสากลับมีศรัทธาเลื่อมใสยิ่งขึ้น

ท่านเป็นพระที่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ เล่ากันว่า ชายคนหนึ่งถือถาดดีปลีมา ท่านถามว่า “ถาดอะไรไอ้ถ่อย” ชายคนนั้นโกรธ คิดว่าพระอะไรพูดคำหยาบ จึงตอบไปว่า “ถาดขี้หนู” พอผ่านท่านไปดีปลีเป็นขี้หนูจริง ๆ ต่อมามีคนแนะนำเขาว่าให้เดินสวนทางกับท่านใหม่ ถ้าท่านถามอย่างนั้น จงตอบท่านว่าดีปลี ก็จะกลายเป็นดีปลีดังเดิม เขาได้ทำตามคำแนะนำ ปรากฏว่ามูลหนูกลับเป็นดีปลีดังเดิม

  • ก่อนบวชท่านเคยบวชเป็นปริพพาชก สำเร็จวิชา 3 เหาะเหินเดินอากาศ และรู้ใจคนอื่นได้
  • ท่านพบพระศาสดาที่กรุงราชคฤห์ถูก พระศาสดาทำให้ท่านเสื่อมวิชา และเสื่อมลาภ ท่านจึงเข้ามาฟังธรรมแล้วปฏิบัติตามธรรมจนบรรลุพระอรหันต์
  • ท่านมักพูดกับคนอื่นว่า คนถ่อย เพราะความเคยชิน แต่ไม่เจตนาร้าย
  • ท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้รักใคร่ของเหล่าเทพยดาทั้งหลาย

พระกุมารกัสสปเถระ เอตทัคคะ : ในการแสดงธรรมได้อย่างวิจิตร

เดิมชื่อว่า “กัสสปะ” ซึ่งเป็นนามที่ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตั้งให้ แต่เวลาที่ท่านบวชในพระพุทธศาสนา พระศาสดาตรัสถามว่า “กัสสปะ” จึงถูกทูลถามว่า “กัสสปะไหน” จึงตรัสว่า “กุมารกัสสปะ” เพราะท่านบวชมาตั้งแต่ยังเด็ก เป็นบุตรของธิดาเศรษฐี ซึ่งแต่งงานไม่นานก็ขออนุญาตสามีออกบวช โดยไม่รู้ว่าตนเองได้ตั้งครรภ์แล้ว ท่านเกิดใน เมืองราชคฤห์ ขณะที่แม่เป็นนางภิกษุณี

ท่านกล่าวธรรมกถาได้อย่างวิจิตรพิศดาร สมบูรณ์ด้วยอุปมาอุปไมย และมีเหตุผลประกอบตลอด เช่น การโต้ตอบกับพระเจ้าปายาสิ ผู้ไม่เชื่อว่าโลกอื่นมีจริง เป็นต้น

  • มารดาของท่านแต่งงานไม่นานก็ขออนุญาตสามีบวชโดยไม่รู้ว่าตนเองมีครรภ์ และคลอดท่านขณะเป็นนางภิกษุณี
  • ท่านนำปัญหา 15 ข้อที่เทวดาเพื่อนเก่าในอดีตผูกให้ไปถามพระศาสดา เมื่อฟังแล้วก็นำไปปฏิบัติที่ป่าอัมพวันไม่นานก็บรรลุพระอรหันต์
  • ท่านเคยแสดงเทศนาอย่างมีไหวพริบกับพระเจ้าปายาสิที่ไม่เชื่อว่านรกสวรรค์ มีจริง
  • ท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้แสดงธรรมอย่างวิจิตร

พระมหาโกฏฐิตเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บรรลุปฏิสัมภิทา 4

ที่ได้นามว่า “โกฏฐิตะ หรือมหาโกฏฐิตเถระ เพราะมีความหมายว่าทำให้คนหนีหน้า”เพราะท่านเป็นผู้ฉลาดในศาสตร์ต่าง ๆด้วยการเที่ยวทิ่มแทงคนอื่นด้วยหอกคือปากของตนบิดาชื่อว่า “อัสสลายนพราหมณ์” ส่วนมารดาชื่อว่า “จันทวดีพราหมณี” ทั้งสองเป็นชาวเมืองสาวัตถี

เมื่อท่านได้เจริญวัยแล้ว ได้ศึกษาเล่าเรียนจบไตรเพทจนถึงความสำเร็จ ในศิลปะของพราหมณ์ เป็นผู้ฉลาดในเวทางศาสตร์ ตักกศาสตร์ นิฆัณฑุศาสตร์ และถกฎุภศาสตร์ดังกล่าวข้างต้น

เมื่อท่านได้บวชแล้วก็ได้ตั้งใจศึกษาเล่าเรียน และปฏิบัติพิจารณาสังขารโดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาไม่นานก็บรรลุพระอรหันต์พร้อมด้วยความชำนาญในปฏิสัมภิทา 4 มีความกล้าหาญในการสอบถามปัญหากับพระเถระหรือแม้แต่พระพุทธองค์ก็ไม่กลัวดังนั้น ท่านจึงได้นามเพิ่มอีกว่า“มหาโกฏฐิตเถระ”

  • ท่านเป็นผู้มีการศึกษาสูงจบคัมภีร์ไตรเพท เป็นผู้ฉลาดในเวทางคศาสตร์ ตักกศาสตร์ นิฆัณฑุศาสตร์ และถกฏุกศาสตร์
  • ท่านเป็นผู้กล้าหาญในการสอบถามปัญหาธรรมกับพระเถระอื่น รวมทั้งพระศาสดา
  • ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้บรรลุปฏิสัมภิทา 4

พระโสภิตเถระ เอตทัคคะ : ในทางระลึกชาติก่อนได้

ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ เรียนจบศิลปวิทยา ในเมืองสาวัตถี ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะได้ฟังธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วจึงทูลขอบวช เพื่อประพฤติปฏิบัติตามพระธรรมวินัย

ท่านมีความชำนาญในการเข้าฌานและระลึกชาติได้คล่องแคล่วมากมาย ฉะนั้นท่านจึงได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในการระลึกชาติได้ (ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ)แต่การเผยแผ่ธรรมของท่านไม่ได้กล่าวไว้ชัดเจนวาทธรรมของท่านคือ “เราเป็นผู้มีสติมีปัญญา ปรารภความเพียรอย่างแรงกล้า ระลึกชาติสิ้นห้าร้อยกัปป์เพียงราตรีเดียว เราเจริญสติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 จึงระลึกชาติตลอดเวลา 500 กัปป์เพียงราตรีเดียว”

พระนันทกเถระ เอตทัคคะ : ในทางสอนนางภิกษุณี

ท่านเกิดในตระกูลไวศยะ (แพศย์) มีฐานะดีตระกูลหนึ่ง ในเมืองสาวัตถี ท่านเกิดความเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา เพราะได้ฟังธรรมเทศนาจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วจึงทูลขอบวช เพื่อประพฤติ และปฏิบัติตามพระธรรมวินัยต่อไป

ท่านมีความชำนาญ หรือสามารถในการแสดงธรรมใกล้เคียงกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก และนับว่าเป็นยอดธรรมกถึกผู้หนึ่ง จนได้รับความไว้วางใจจากคณะสงฆ์ให้ท่านสอนนางภิกษุณีได้ ซึ่งปรากฏว่านางภิกษุณีเป็นจำนวนมากได้มีความเลื่อมใสศรัทธาและจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เพราะได้ฟังธรรมเทศนาของท่าน ฉะนั้น ท่านจึงได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศ ในทางสอนนางภิกษุณี

  • ท่านเป็นวรรณะแพศย์ มีฐานะดี
  • ท่านมีความสามารถแสดงธรรมใกล้เคียงกับพระศาสดา
  • ท่านได้รับหน้าที่เป็นผู้สอนนางภิกษุณี และได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในการสอนนางภิกษุณี

พระมหากัปปินเถระ เอตทัคคะ : เป็นเลิศในทางการสอนภิกษุนั้นเอง

เดิมชื่อว่า “กัปปินะ”เป็นกษัตริย์ หลังจากท่านได้ครองราชสมบัติ ในเมืองกุกกุฎวดี ในปัจจันตประเทศ จึงได้พระนามเพิ่มใหม่ว่า “มหากัปปินะ” ทรงมีพระมเหสีพระนามว่า “อโนชา”ซึ่งเป็นพระธิดาของกษัตริย์สาคละ แห่งแคว้นมัททะ

ท่านบวชด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา บรรลุความเป็นพระอรหันต์ เพราะได้ฟังธรรมชื่อว่า อนุปุพพิกถาและอริยสัจ 4 และท่านมักเปล่งวาจาบ่อยๆ ว่า“สุขหนอ สุขหนอ”

ท่านได้เป็นกำลังช่วยเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีผลงานเป็นที่ยอมรับในด้านความสามารถ ด้วยการแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลายในคราวเดียวกันถึง 1,000 รูป จนบรรลุเป็นพระอรหันต์ ฉะนั้น ท่านจึงได้รับการยกย่อง

  • ท่านเป็นกษัตริย์ในเมืองกุกกุฏวดี มีมเหสีชื่อว่า อโนมา เมื่อได้ทราบข่าวจากพ่อค้าชาวเมืองพาราณสีว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ก็พาบริวาร 1000 คนไปเฝ้า
  • ท่านมักเปล่งวาจาว่า “สุขหนอ ๆ”
  • ท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในการสอนภิกษุ

พระสาคตเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้ฉลาด (ชำนาญ) ในทางเตโชสมาบัติ

ท่านเกิดในวรรณะพราหมณ์เรียนจบ ศิลปวิทยาในเมืองสาวัตถีท่านได้ฟังธรรมจาก พระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วเกิดความเลื่อมใสใน พระรัตนตรัย เพราะท่านมีความสลดใจในพฤติกรรมการเมาสุราของท่านซึ่งมีเรื่องเล่าโดยย่อ ว่าท่านได้ทรมานพญานาคชื่อว่า อัมพติฏฐกะ ให้สิ้นฤทธิ์เมื่อเวลาท่านออกบิณฑบาตประชาชนทั้งหลายเลื่อมใสท่านมากจึงนำเอาสุรามาให้ท่านดื่มท่านก็ได้ฉลองศรัทธาบ้านๆละนิดละหน่อยจนเมาไม่ได้สตินอนหลับไหลอยู่ใกล้กองขยะริมทางเดินพอพระพุทธองค์เสด็จผ่านไปพบเข้า จึงทรงรับสั่งให้พระช่วยกันหามท่านกลับวัดแล้วจึงทรงยกเรื่องของท่านเป็นปฐมเหตุในการบัญญัติสิกขาบทห้ามพระดื่มสุราถ้าภิกษุรูปใดดื่มต้องอาบัติปาจิตตีย์

  • ท่านเป็นวรรณะพราหมณ์ เรียนจบศิลปวิทยา 3. ท่านมีฤทธิ์สามารถดำดิน เหาะเหินเดินอากาศได้
  • ท่านเป็นต้นบัญญัติสุราปานสิกขาบท ภิกษุดื่มสุราต้องปาจิตตีย์ 4. ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ฉลาด -ในการเข้าเตโชสมาบัติ

พระอุปเสนเถระ เอตทัคคะ : อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใสโดยรอบด้าน

เดิมชื่อว่า “อุปเสนมาณพ หรือ อุปเสนวังคันตบุตร” บิดาชื่อว่า“วังคันตะ” มารดาชื่อว่า “นางสารี” อุปเสนมาณพมีพี่ชาย 2 คน คือ อุปติสสะและจุนทะ น้องชาย 1 คนคือ เรวตะ น้องสาว 3 คนคือนางจาลา นางอุปจารา และนางสุปจารา เกิดที่หมู่บ้านนาลันทา แคว้นมคธ ในวรรณะพราหมณ์ ครั้นเติบโตแล้วได้ศึกษาไตรเพท ตามลัทธิพราหมณ์

ท่านได้รับการศึกษาจนจบไตรเพท และได้ออกบวชตามพี่ชาย คือ พระสารีบุตร เพราะได้ฟังกิตติศัพท์ของพระพุทธเจ้า และได้ฟังธรรมจนเกิดศรัทธาแล้วจึงได้ขอบวชจากพระพุทธองค์

เมื่อท่านบรรลุพระอรหันต์แล้ว ก็ได้สมาทานธุดงค์ทั้ง 13 ข้อ ท่านยังเป็นนักเทศนาที่มีชื่อเสียงเป็นอันมากด้วย จนทำให้ประชาชนทุกชั้นวรรณะมีความเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านมาก และได้บวชตามท่านพร้อมทั้งสมาทานธุดงค์เป็นวัตรเช่นกัน พระศาสดาทรงอาศัยความที่ท่านเป็นที่เลื่อมใสของคนทุกชั้นวรรณะนั้น จึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใสโดยรอบด้าน

  1. ท่านเป็นน้องชายพระสารีบุตร มีพี่ชาย 3 คน น้องสาว 2 คน
  2. ท่านศึกษาจบคัมภีร์ไตรเพท
  3. ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้เลิศในด้านทำให้ชนทุกชั้นมีความศรัทธาเลื่อมใส

พระขทิรวนิยเรวตเถระ เอตทัคคะ : อันเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่าเป็นวัตร

พระขทิรวนิยเรวตเถระ นามเดิม เรวตะ แต่เมื่อบวชแล้วท่านพำนักอยู่ในป่าไม้ตะเคียน จึงมีชื่อว่า ขทิรวนิยเรวตะ

ท่านเป็นน้องชายคนเล็กของท่านอุปติสสะ บิดาชื่อว่า“วังคันตะ” มารดาชื่อว่า“นางสารี” มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 3 คน คืออุปติสสะ อุปเสนะ และจุนทะ มีน้องสาว 3 คน คือ นางจาลา นางอุปจารา และนางสุปจารา เกิดที่หมู่บ้านนาลันทา แคว้นมคธ ในวรรณะพราหมณ์

ท่านยังมิได้เรียนจบอะไร ก็ถูกบิดามารดาขอร้องให้แต่งงานตั้งแต่อายุ 8 ขวบ เนื่องจากท่านเป็นลูกชายคนเล็กของครอบครัว บิดามารดาเกรงว่าท่านจะออกบวชตามพี่ชายนั่นเอง เพราะหวังจะให้ใช้ชีวิตคู่เป็นเครื่องผูกมัด แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะในขณะที่ท่านนั่งยานไปเรือนหอ ก็ได้ขอตัวลงไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะ แล้วก็ถือโอกาสหนีไปยังสำนักของพระผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร และขอบวชได้อย่างง่ายดาย เพราะพระป่าท่านทราบว่าเป็นน้องชายของท่านพระสารีบุตรนั้นเอง

  • ท่านเป็นน้องชายคนเล็กของพระสารีบุตร มีพี่ชาย 3 คน น้องสาว 3 คน
  • ท่านถูกบิดามารดาให้แต่งงานตั้งแต่เด็ก เพราะเกรงว่าจะบวชตามพี่ชาย
  • เมื่อบวชแล้วท่านไปปฏิบัติสมณธรรมอยู่ที่ป่าไม้ตะเคียน และบรรลุธรรม ณ ที่นั้น
  • ท่านแสดงฤทธิ์ในคราวที่พระศาสดาพร้อมด้วยพระสาวก 500 รูปเสด็จไปเยี่ยม
  • ท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในด้านอยู่ป่าเป็นวัตร

พระสีวลีเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภมาก

บิดาไม่ปรากฎนาม ส่วนมารดาชื่อว่า “พระนางสุปปวาสา” ซึ่งเป็นพระธิดาเจ้าเมืองโกลิยะท่านอยู่ในครรภ์มารดาถึง 7 ปี 7 เดือน 7 วัน ในขณะที่อยู่ในพระครรภ์ทำให้พระมารดามีลาภสักการะเกิดขึ้นมากมาย และเมื่อถึงเวลาคลอด พระนางก็ คลอดง่ายที่สุด

หลังจากที่ท่านประสูติแล้ว พระมารดาก็ได้ทำบุญมหาทานฉลองตลอด 7 วัน ในวันที่ 7 พระสารีบุตรจึงชวนเธอบวชเธอดีใจมากและได้รับอนุญาตจากพระมารดาเป็นอย่างดี ซึ่งชีวิตท่านถือว่าแปลกที่สุด คือเมื่อคลอดแล้วได้เพียง 7 วัน มารดาก็ทำงานได้เลย ด้วยการนิมนต์พระพุทธเจ้ามาทำบุญ หลังจากนั้น ท่านได้บวชเป็นสามเณรทันที ซึ่งท่านได้ใช้ชีวิตฆราวาสจริงๆ เพียง 7 วันเท่านั้น เมื่อบวชแล้ว ลาภสักการะทั้งหลายก็เกิดขึ้นมากมายแก่ภิกษุทั้งหลาย

ไม่ได้กล่าวถึงบทบาทไว้ชัดเจน เพียงแต่ท่านเป็นพระที่มีลาภสักการะมาก และเป็นที่เคารพนับถือเป็นอย่างมากสำหรับเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แต่มักจะถูกกล่าวว่าเป็นเพราะบุญเก่า แต่ก็ถือว่าท่านนั้นเป็นผู้ที่มีความสำคัญ เพราะว่าสามารถยังความเลื่อมใสศรัทธาให้เกิดขึ้นแก่ชนทั้งหลายที่ยังไม่ศรัทธา และมีความเลื่อมใสศรัทธามากยิ่งขึ้น สำหรับผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาอยู่แล้วก็เพราะอาศัยบุญญาธิการของท่านนั้นเอง เพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้มีลาภมาก ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือจะไปที่ไหนช่วยให้ภิกษุทั้งหลาย ไม่ขัดสนปัจจัยลาภไปด้วย พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่าเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภมาก

  • ท่านอยู่ในครรภ์ 7 ปี 7 เดือน 7 วัน แต่เวลาคลอดกับคลอดง่ายที่สุด
  • ท่านบรรลุพระอรหัตน์ในขณะปลงผมเสร็จ
  • ท่านเป็นผู้มีบุญญาธิการในปางก่อนไว้มาก จึงมีลาภเกิดขึ้นมากมาย 4. ท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศในด้านมีลาภมาก

พระวักกลิเถระ เอตทัคคะ : ในทางเป็นเลิศแห่งภิกษุผู้เป็นสัทธาวิมุตติ

นามเดิม วักกลิ บิดาและมารดาของท่านไม่ปรากฎนาม เกิดอยู่ในวรรณะพราหมณ์ กรุงสาวัตถี เมื่อโตขึ้น ท่านได้ศึกษาเรียนรู้ จนจบไตรเพท แต่ก็ไม่ปรากฎว่าท่านได้เป็นอาจารย์สอนใคร เพราะตามอุปนิสัยเดิมของท่านเป็นคนที่รักสวยรักงามมาก

จุดเริ่มต้นในการประพฤติปฏิบัติในทางธรรมของท่านก็เพราะได้เห็น พระวรกายอันสง่างามของ พระพุทธองค์ในขณะที่ พระพุทธองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมากได้เสด็จไปยังกรุงสาวัตถีและต้องการบวช เพราะอยากจะเห็นพระวรกายของพระพุทธองค์ทุกๆวัน พระพุทธองค์ทรงบวชให้ตามประสงค์

  • ท่านบวชเพราะอยากดูพระรูปของพระศาสดา หลังบวชแล้วก็ตามดูแต่พระรูปอย่างไม่ลดละ (ติดในพระรูป)
  • ท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เลิศด้านหลุดพ้นด้วยศรัทธา

พระพาหิยทารุจีริยเถระ เอตทัคคะ : ในทางเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายตรัสรู้เร็วพลัน

เดิมชื่อว่า “พาหิยะ” ภายหลังท่านนุ่งเปลือกไม้ จึงได้ชื่อใหม่ว่า “พาหิย-ทารุจีริยะ” แปลว่า พาหิยะผู้มีเปลือกไม้เป็นเครื่องนุ่งห่ม เกิดในตระกูลกุฎุมพี (พ่อค้า) ในแคว้นพาหิยรัฐ

ท่านมีอาชีพค้าขายโดยทางเรือที่ท่าสุปปารกะ ในอปรันตชนบทวันหนึ่งทะเลเกิดมรสุมคลื่นซัด เรืออัปปาง ลูกเรือตายหมด ท่านรอดคนเดียว เพราะอาศัยกระดานลอยน้ำเข้าฝั่งโดยที่ร่างกายไม่เหลืออะไรปกปิดความละอาย จึงได้เอาใบไม้บ้าง เปลือกไม้บ้างมานุ่งห่มแล้วจึงเที่ยวขออาหารกิน ประชาชนทั้งหลายเห็นคิดว่าท่านเป็นพระอรหันต์

ท่านหลงเข้าใจว่าท่านเป็นพระอรหันต์ เพราะอยู่อย่างสุขสบายด้วยลาภสักการะที่ผู้เลื่อมใสนำมามอบให้ ต่อมามหาพรหมองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนเก่าในอดีตชาติ ได้แปลงร่างลงมาจากพรหมชั้นสุทธาวาสเพื่อเตือนสติท่านว่าไม่ใช่พระอรหันต์ และได้บอกว่าตอนนี้พระพุทธองค์ซึ่งเป็นพระอรหันต์ได้ประทับอยู่ที่วัดพระเชตวัน กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล

จากนั้นท่านจึงทูลขอบวช พระพุทธเจ้ารับสั่งให้ท่านหาบาตรและจีวรมาก่อน ท่านได้ทำตามด้วยการแสดงหา ในขณะนั้นก็ได้ถูกแม่โคลูกอ่อนขวิดเสียชีวิตก่อนกลางทาง จึงนิพพานโดยยังไม่ได้บวชเลย เพราะพระพาหิยทารุจีริยเถระ ได้บรรลุธรรมเร็วพลัน เพียงฟังพระพุทธพจน์ว่า ทิฏฺเฐ ทิฏฺฐํ มตฺตํ ภวิสฺสติ (เมื่อเห็นขอให้เป็นเพียงการเห็น) พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายตรัสรู้เร็วพลัน

ท่านเกิดในตระกูลกุฏุมพี แคว้นพาหิยรัฐ
คราวหนึ่งเดินทางไปค้าขายทางเรือ เกิดเหตุเรืออัปปาง ท่านรอดชีวิตมาได้ไม่มีเครื่องนุ่งห่มจึงนำใบไม้ เปลือกไม้มาปิดบังร่างกาย จนคนคิดกันว่าท่านเป็นพระอรหันต์ และท่านก็เห็นเป็นเช่นนั้นด้วย
มหาพรหม ผู้เป็นเพื่อนเก่าได้มาเตือนสติว่าท่านเข้าใจผิด และแนะนำให้ท่านไปเฝ้าพระศาสดาที่วัดเชตวัน ฟังธรรมแล้วก็บรรลุพระอรหันต์
ท่านถูกวัวแม่ลูกอ่อนขวิด แล้วนิพพานขณะไปแสวงหาบาตรและจีวรท่านได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้ตรัสรู้เร็ว

พระพากุลเถระ เอตทัคคะ : เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีโรคภัยไข้เจ็บน้อยที่สุดด้วย

พากุละ แปลว่า คนสองตระกูล ไม่ปรากฎนามของบิดามารดา ท่านเป็นบุตรเศรษฐีในเมืองโกสัมพี

เมื่อเวลาที่ท่านคลอดออกมาได้ 5 วัน มีการทำมงคลโกนผมหน้าไฟพร้อมทั้งตั้งชื่อ พี่เลี้ยงนางนมได้พาท่านไปอาบน้ำที่แม่น้ำคงคา ขณะนั้นได้มีปลาใหญ่ตัวหนึ่งมาคาบเอาทารกแล้วกลืนเข้าไปในท้อง แต่เพราะเด็กนั้นเป็นผู้มีบุญ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ปัจฉิมภวิกสัตว์” แปลว่า “ผู้เกิดในภพสุดท้าย” ถ้ายังไม่บรรลุพระอรหันต์ อย่างไรเสียก็จักยังไม่ตาย ต่อมาปลาได้ถูกชาวประมงจับได้แล้วนำไปขายให้ตระกูลเศรษฐีในเมืองพาราณสี พอผ่าท้องปลาออกมา ก็ได้เจอทารกน้อย เลยเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม

ฝ่ายบิดามารดาเก่าเมื่อได้ทราบข่าวจึงมาขอบุตรคืน แต่ทั้งสองฝ่ายก็ตกลงกันไม่ได้ จึงถวายฎีกาต่อพระเจ้าพาราณสี พระองค์จึงทรงวินิจฉัยให้ตระกูลทั้งสองสลับเปลี่ยนกันเลี้ยงตระกูลละ 4 เดือนท่านใช้ชีวิตอยู่ในตระกูลทั้ง 2 อย่างมีความสุข จนกระทั่งอายุถึง 80 ปี

ท่านพร้อมด้วยบริวารได้ไปฟังพระธรรมเทศนา ในเวลาที่พระพุทธองค์เสด็จไปโปรดชาวเมืองพาราณสี จึงได้ทูลขอบวช ในขณะที่ท่านมีอายุ 80 ปี เมื่อท่านบวชแล้ว ก็ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติด้วยความไม่ประมาท มีความพากเพียรพยายามเจริญวิปัสสนากรรมฐานเพียง 7 วัน ก็ได้บรรลุพระอรหันต์

ท่านได้มีอายุยืนถึง 160 ปีคือเป็นฆราวาส 80 ปี และเป็นพระอยู่ 80 ปี ตำนานกล่าวว่าท่านมีอายุยืนยาวนาน เพราะไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน โดยไม่ต้องฉันยารักษาโรคเลยที่เป็นเช่นนี้เพราะท่านเคยสร้างเว็จจกุฎีถวายสงฆ์ และได้บริจาคยาให้เป็นทานนั้นเอง

  • ท่านเป็นลูกเศรษฐี เมืองโกสัมพี
  • เมื่ออายุท่านได้ 5 วัน พี่เลี้ยงนำไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา เกิดเหตุปลาใหญ่กลืนท่านเข้าไปแต่ไม่ตาย เพราะท่านเป็นสัตว์มีภพสุดท้าย(ปัจฉิมภวิกสัตว์) ชาวประมงจับปลาได้จึงนำไปให้เศรษฐี เมืองพาราณสี
  • ท่านเศรษฐีจึงเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม ท่านจึงมีสองพ่อผลัดกันเลี้ยงดู
  • ท่านได้มีโอกาสฟังธรรมและบวชเมื่อตอนอายุ 80 ปี บวชเพียง 7 วันก็บรรลุพระอรหัตต์
  • ท่านมีอายุยืน 160 ปี คือเป็นฆราวาส 80 ปีเป็นพระ 80 ปี และไม่มีโรคภัย เบียดเบียน
  • ท่านได้รับการยกย่อง ว่าเป็นผู้มีอาพาธน้อย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s